ภาวะตลาดหุ้นไทย – มกราคม 2567

SET Index ในเดือนมกราคม 2567 ปิดที่ระดับ 1,364.52 จุด ลดลง 3.63% จากเดือนก่อนหน้า มีปัจจัยกดดันจากความคาดหวังที่เฟดจะดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลดลง โดยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินดอลล่าร์ฯ แข็งค่าขึ้น ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศจากตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2566 จากประมาณการของกระทรวงการคลังที่มีแนวโน้มจะออกมาต่ำกว่าเป้าเดิม โดยมองว่า GDP ประเทศไทยปี 2566 จะเติบโต 1.8% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.7% อีกทั้งมาตรการดิจิตัลวอลเล็ตอาจล่าช้าออกไปจากกำหนดการเดิม ทำให้มีกระแสกดดันให้ ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้คาดว่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในเดือนมกราคม โดยตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,352 -1,438 จุด มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนมกราคม อยู่ที่ 45,289 ล้านบาท (+18.88% MoM)

January Effect สำหรับตลาดหุ้นไทยในปีนี้เกิดขึ้นไม่กี่วัน โดยตลอดทั้งเดือนมีการปรับตัวลงจากแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารที่ได้แรงกดดันจากความกังวลดอกเบี้ยไทยเริ่มมี Downside ในการปรับลง และการทยอยปรับลด Target Price ลงจากโบรกเกอร์ต่างประเทศ รวมถึงผลกระทบจากกระแสความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ที่กลับเข้ามาในตลาด ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติยังมีการขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีกระแสเงินไหลออก สะท้อนถึงปัจจัยกดดันเฉพาะตัวของตลาดหุ้นไทย อาทิเช่น ตัวเลขเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนฯ ที่อาจจะออกมาน่าผิดหวัง โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่อแววล่าช้า รวมถึงขนาดของวงเงินที่ใช้มีความเสี่ยงที่จะปรับลดลง ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยมีน้อยลง หลังรัฐบาลและ ธปท. มีมุมมองที่ต่างกันต่อเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลแสดงความกังวลต่อเงินฝืดรวมทั้งระดับอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไป แต่ฝั่ง ธปท. แถลงว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้ไม่เกิดเงินฝืด และดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะเป็นแรงบวกให้กับตลาดหุ้นไทยคาดว่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มสดใสมากขึ้น หลังมาตรการฟรีวีซ่าถาวร ไทย-จีน ที่จะเริ่ม 1 มีนาคม 2567 และทางการจีนได้ประกาศมาตรการสนับสนุนตลาดหุ้นภายในประเทศ รวมทั้งการปรับลดสัดส่วนเงินสำรองภาคธนาคาร (Reserve Requirement Ratio) ลง คาดว่าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นที่เชื่อมโยง สามารถฟื้นตัวในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิเป็นเดือนที่ 12 ที่ 30,874 ล้านบาท จากเดือนก่อนหน้าที่ขายสุทธิ 204 ล้านบาท โดยหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากที่สุด คือ กลุ่มธุรกิจการเกษตร 5.7% กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 2.4% และกลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการ 2.0% ในขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (-11.3%) กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (-10.1%) และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง (-8.1%) ให้ผลตอบแทนติดลบมากที่สุดในช่วงเดียวกัน

สำหรับมุมมองในการลงทุนในช่วงต้นของปี 2567 เรายังคงมุมมองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว นำโดยภาคการท่องเที่ยวและภาคการบริโภคภายในประเทศ โดยเราคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ จากภาครัฐจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและการออกมาตรการลดค่าครองชีพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ เรามองว่ามาตรการฟรีวีซ่า จะช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เรายังคงติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฯ ในไตรมาสที่ 4/2566 ที่อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวังและมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดลง ส่งผลให้ EPS Growth 2567 ของตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจน้อยลง รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ และของไทยที่อาจจะไม่ได้ทยอยปรับลดลงเร็วตามที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาด ซึ่งในกรณีดังกล่าวจะเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ รวมทั้งกดดันต่อ Valuations ของสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – มกราคม 2567

BOJ มีมติเอกฉันท์ให้คง (1) อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ -0.1% (2) ควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีที่ใกล้ 0% โดยมีระดับอ้างอิงการเข้าซื้อที่ 1% (3) คงการเข้าซื้อ ETFs ไม่เกิน 12 ล้านล้านเยนและ J-REITs ไม่เกิน 1.8 แสนล้านเยนต่อปี และคงการเข้าซื้อตราสารหนี้เอกชนระยะสั้น (Commercial Paper) ที่ 2 ล้านล้านเยน และหุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond) ที่ 3 ล้านล้านเยนต่อปี BOJ ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปี 2024 ขึ้น แต่ประเมินว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในต่างประเทศยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามอง โดยปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ในปี 2024 ขึ้นมาอยู่ที่ 1.2% จาก 1.0% ที่เคยคาดไว้ในเดือนตุลาคม 2023 ขณะที่คงคาดการณ์ GDP ในปี 2025 ไว้ที่ 1.0% ด้านมุมมองต่อเงินเฟ้อ BOJ ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2024 ลง มาอยู่ที่ 2.4% จาก 2.8% ที่เคยคาดไว้ในเดือนตุลาคม 2023 จากปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง โดยประเมินว่าความเสี่ยงของทิศทางเงินเฟ้อยังมีอยู่สูง จากความไม่แน่นอนของการกำหนดค่าจ้างและราคาของภาคธุรกิจ ซึ่งยากที่จะคาดเดาว่าจะทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมากน้อยเพียงใด และพัฒนาการของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อราคานำเข้าและเงินเฟ้อภายในประเทศ

ECB มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องเป็นครั้งที่สาม ตามที่ตลาดคาดการณ์เป็นวงกว้าง โดยอัตราดอกเบี้ย Deposit Facility อยู่ที่ 4.00%, อัตราดอกเบี้ย Main Refinancing อยู่ที่ 4.50% และอัตราดอกเบี้ย Marginal Lending Facility อยู่ที่ 4.75% ขณะที่ระบุเช่นเดิมว่าการตัดสินใจเรื่องระดับดอกเบี้ยที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา (Data-dependent Approach) ECB มีท่าทีกังวลต่อเงินเฟ้อลดลง โดยแรงกดดันเงินเฟ้ออยู่ในทิศทางขาลงต่อเนื่องและข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาสอดคล้องกับแนวโน้มเงินเฟ้อระยะปานกลางที่ได้ประเมินเมื่อเดือนธันวาคม ขณะที่ได้นำประโยคที่ว่า “แรงกดดันด้านราคาจากปัจจัยในประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง โดยหลักจากการเติบโตแข็งแกร่งของค่าจ้าง” ออกจากแถลงการณ์ ด้านการลดขนาดงบดุล เช่นเดียวกับในการประชุมครั้งก่อน ECB ระบุจะลดการถือครองพันธบัตรที่เข้าซื้อผ่านมาตรการพิเศษที่เริ่มช่วงวิกฤตโควิดหรือ Pandemic Emergency Purchase Program (PEPP) เร็วขึ้น โดยจะเริ่มลดการถือครองในอัตราเฉลี่ยเดือนละ 7.5 พันล้านยูโรในช่วงครึ่งหลังของปี และยุติการซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าว ณ สิ้นปี ขณะที่ได้ยุติการซื้อคืนพันธบัตรที่เข้าซื้อผ่านมาตรการปกติหรือ Asset Purchase Program (APP) ไปแล้วก่อนหน้านี้

FED มีมติเป็นเอกฉันท์ (12-0) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม 5.25-5.50% ต่อเนื่องเป็นครั้งที่สี่ตามที่คาดการณ์เป็นวงกว้างในการประชุมวันที่ 30-31 มกราคม ท่ามกลางเงินเฟ้อที่มีพัฒนาการที่ดีแต่ยังคงสูง ขณะที่กิจกรรมเศรษฐกิจยังขยายตัวแข็งแกร่งและอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ แถลงการณ์ย้ำว่าการพิจารณาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา แต่ได้นำประโยคที่บ่งชี้ถึงการขยับดอกเบี้ยขึ้นเพิ่มเติมออกไป ขณะที่เพิ่มประโยค “คณะกรรมการไม่คิดว่าการลดดอกเบี้ยจะมีความเหมาะสม จนกว่าจะมีความมั่นใจมากกว่านี้ว่าเงินเฟ้อเคลื่อนเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% ได้อย่างยั่งยืน”” เข้ามา ซึ่งนับเป็นการเปิดประตูสู่การลดอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจน แต่จะไม่รีบร้อน ด้านการลดขนาดงบดุล (Balance Sheet Run-offs) แถลงการณ์ยังระบุจะลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์ที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน (MBS) ในอัตราเดือนละ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับตามแผนที่ได้ระบุไว้เดิม

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุไม่เกิน 6 เดือนปรับขึ้น 7-16Bps ในขณะที่พันธบัตรระยะยาวอายุ 1 ปีขึ้นไปกลับลดลง 3-9Bps จากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในเดือนนี้ซึ่งขายพันธบัตรระยะสั้น 1.4 หมื่นล้านบาท ซื้อสุทธิพันธบัตรระยะยาว 1 หมื่นล้านบาท และมีพันธบัตรครบกำหนด 1.8 พันล้านบาท คงเหลือนักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรประมาณ 9.3 แสนล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2023ประมาณ 6.4 พันล้านบาท ท่ามกลางสถานการณ์ค่าเงินดอลลาร์ที่กลับมาอยู่ในทิศทางแข็งค่าในเดือนนี้ และค่าเงินบาทยังได้รับอิทธิพลไปในทางอ่อนค่าจากค่าเงินสกุลเอเชียสกุลหลักอย่างเงินเยนที่คงนโยบายการเงิน และเงินหยวนที่ตัวเลขเศรษฐกิจส่งสัญญาณน่ากังวลและกำลังพิจารณาออกพันธบัตร 1 ล้านล้านหยวนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 การออกพันธบัตรครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 26 ปี

ตารางเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐ

ภาวะตลาดหุ้นไทย – ธันวาคม 2566

SET Index ในเดือนธันวาคม 2566 ปิดที่ระดับ 1429.62 จุด เพิ่มขึ้น 0.97% จากเดือนก่อนหน้า มีปัจจัยสนับสนุนจากมุมมองเฟดในเรื่องนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐฯที่ผ่อนคลายมากขึ้น เม็ดเงินใหม่จากกองทุน THAIESG อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในประเทศยังกดดันดัชนีในช่วงต้นเดือนจากความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนต่อมาตรการภาครัฐ รวมทั้งเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและมีความเสี่ยงที่ปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า และตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของปี 2566 และ 2567 ที่ลดลง โดยตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไว้อยู่ในกรอบ 1358 -1416 จุด มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนธันวาคม อยู่ที่ 38,095 ล้านบาท (-14.44% MoM)

ตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นเดือนมีการปรับตัวลงจากแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่ ราคาหุ้นธุรกิจนํ้ามันและโรงกลั่นปรับลดลงมากกดดันดัชนีหลังราคานํ้ามันดิบ WTI ร่วงหลุดลงมาตํ่ากว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับตํ่าสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังขาดปัจจัยสนับสนุนใหม่ อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐกดดัน เช่น การปรับขึ้นค่าเอฟที (Ft) ที่ยังไม่มีความชัดเจน และราคาหุ้นธุรกิจเช่าซื้อและบัตรเครดิตที่ปรับตัวลงภายหลังนายกรัฐมนตรีแถลงจัดการหนี้ทั้งระบบ โดยจะออกมาตรการแก้ไขอย่างเหมาะสมแก่ลูกหนี้แต่ละประเภท ทำให้ตลาดคาดการณ์ผลกระทบได้ยาก โดยดัชนีลงไปทำจุดต่ำสุด 1354.73 จุด ทำระดับต่ำสุดใหม่ในรอบ 3 ปี

ดัชนีฟื้นตัวได้ดีขึ้นภายหลังการทำจุดต่ำสุดใหม่ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.25-5.50% ตามคาด พร้อมกับมุมมองในเรื่องนโยบายดอกเบี้ยในเชิงที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2567 มากกว่า 3 ครั้ง และในปี 2568 จะปรับลดลงอัตราดอกเบี้ยอีก 4 ครั้ง เมื่อประกอบกับท่าทีของเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางยุโรปที่ไม่ได้ดูผ่อนคลายเท่ากับทางเฟด ส่งผลให้สกุลเงินดอลล่าร์ฯ อ่อนค่าลงค่อนข้างแรงเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร ทั้งนี้ ดัชนีค่าเงินดอลล่าร์ฯ (Trade-weighted US Dollar Index) ที่อ่อนค่าแรง ได้สนับสนุนให้ฟันด์โฟลว์ ต่างชาติกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง ประกอบกับเริ่มมีแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของกองทุน THAIESG ที่มีลักษณะเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนหุ้น ESG หรือหุ้นยั่งยืน คือ คำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เป็นหลัก ทำให้ดัชนีสามารถปรับตัวขึ้นมายืนเหนือระดับ 1400 จุด
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิเป็นเดือนที่ 11 ที่ 203 ล้านบาท จากเดือนก่อนหน้าที่ขายสุทธิ 1.94 หมื่นล้านบาท โดยหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากที่สุด คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 13.0% กลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการ 4.7% และกลุ่มธุรกิจการเกษตร 4.7% ในขณะที่กลุ่มประกันภัยและประกันชีวิต -2.4% กลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง -1.7% และกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ -1.64% ที่ให้ผลตอบแทนติดลบมากที่สุดในช่วงเดียวกัน

สำหรับมุมมองในการลงทุนในช่วงต้นของปี 2567 เรายังคงมุมมองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว นำโดยภาคการท่องเที่ยวและภาคการบริโภคภายในประเทศ โดยเราคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ จากภาครัฐจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและการออกมาตรการลดค่าครองชีพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ เรามองว่ามาตรการฟรีวีซ่า จะช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวได้ อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงติดตามว่าผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ และของไทยที่อาจจะทยอยปรับลดลง ซึ่งในกรณีดังกล่าวจะลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ รวมทั้งลดแรงกดดันต่อ Valuations ของสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – ธันวาคม 2566

FED มีมติเอกฉันท์ (12-0 เสียง) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม 5.25-5.50% ตามที่ตลาดคาดการณ์ในการประชุมวันที่ 12–13 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการคงดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 โดยในแถลงการณ์ของคณะกรรมการฯ ยอมรับว่าเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อเห็นการชะลอลงชัดเจนขึ้นแล้ว อย่างไรก็ดี ยังคงมุมมองว่าอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ประเมินระบบการเงินว่ายังมีเสถียรภาพ โดยมองว่าผลของภาวะการเงินและเงื่อนไขสินเชื่อที่ตึงตัวจะทยอยส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ในแง่ของคาดการณ์เศรษฐกิจ FED ประเมินว่าในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตที่ 2.6% แข็งแกร่งกว่าที่เคยคาดไว้เดิมเมื่อเดือนกันยายนที่ 2.1% ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้ามีแนวโน้มชะลอลงมาอยู่ที่ 1.4% ชะลอลงมากกว่าคาดการณ์เดิมที่ 1.5% ด้านอัตราการว่างงานยังคงคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.1% ในปีหน้าจาก 3.8% ในปีนี้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อ คณะกรรมการปรับลดคาดการณ์ดัชนีราคารายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลสหรัฐฯ (PCE) ทั้งดัชนีทั่วไปและพื้นฐานลงตลอดช่วงเวลาที่มีการคาดการณ์ โดยคาดว่าดัชนีจะสามารถกลับเข้าสู่เป้าหมายของ FED ที่ 2% ได้ภายในปี 2026

ECB มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายตามที่ตลาดคาดการณ์เป็นวงกว้างต่อเนื่องเป็นครั้งที่สอง โดยอัตราดอกเบี้ย Deposit Facility อยู่ที่ 4.00%, อัตราดอกเบี้ย Main Refinancing อยู่ที่ 4.50% และอัตราดอกเบี้ย Marginal lending facility อยู่ที่ 4.75% และระบุเช่นเดิมว่าที่ระดับดอกเบี้ยดังกล่าวหากคงไว้เป็นระยะเวลานานเพียงพอ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการนำพาเงินเฟ้อกลับเข้าเป้าหมายที่ 2% ด้านการลดขนาดงบดุล ECB ระบุจะลดการถือครองพันธบัตรที่เข้าซื้อผ่านมาตรการพิเศษที่เริ่มช่วงวิกฤตโควิดหรือ Pandemic Emergency Purchase Program (PEPP) เร็วขึ้น โดยระบุจะทำการซื้อคืนพันธบัตรที่ครบกำหนดอายุจนถึงครึ่งแรกของปี 2024 ก่อนที่จะเริ่มทยอยลดการถือครองในอัตราเฉลี่ยเดือนละ 7.5 พันล้านยูโรในครึ่งหลังของปี และยุติการซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าว ณ สิ้นปี จากเดิมที่ระบุว่าจะทำการซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าวจนถึงสิ้นปี 2024 เป็นอย่างน้อย ขณะที่พันธบัตรที่เข้าซื้อผ่านมาตรการปกติหรือ Asset Purchase Program (APP) ได้ยุติการซื้อคืนไปแล้วก่อนหน้านี้ ทางด้านเงินเฟ้อ ECB มองว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นและจะทยอยชะลอลงในปีหน้า ก่อนที่จะกลับเข้าเป้าหมาย 2% ได้ในปี 2025 โดยได้ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปลงเป็น 5.4% ในปีนี้และ 2.7% ในปีหน้า จากเมื่อเดือนกันยายนที่คาด 5.6% และ 3.2% ตามลำดับ โดยคาดเงินเฟ้อจะขยายตัว 2.1% ในปี 2025 และ 1.9% ในปี 2026 ในแง่ของเศรษฐกิจ ECB ปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้ลงเป็น 0.6% จากเดิมที่คาด 0.7% และคาดปีหน้าจะขยายตัวเพียง 0.8% จากเดิมที่คาด 1.0% ส่วนปี 2025-2026 คาด GDP จะขยายตัว 1.5%

BOJ มีมติเอกฉันท์ตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ -0.1% และคงกรอบการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี (Yield Curve Control: YCC) ไว้ที่ระดับอ้างอิง 1% นอกจากนี้ BOJ ได้คงแนวทางนโยบายการเงินไว้ไม่เปลี่ยนแปลง โดยระบุว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อได้เพิ่มขึ้นในระดับปานกลางและจะยังคงนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปก่อน แม้เศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่ในทิศทางฟื้นตัวและคาดการณ์เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง แต่ความไม่แน่นอนยังมีอยู่สูง โดยประเมินว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนทางธุรกิจมีสัญญาณที่ต้องระวังเพิ่มขึ้น ตลาดประเมินการสื่อสารของ BOJ บ่งชี้ว่าโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมกราคมยังต่ำอยู่

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยโดยส่วนใหญ่ปรับลดลงทุกช่วงอายุ 1-29Bps โดยอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวยังคงปรับลดลงต่อจากเดือนก่อนหน้า และอยู่ในทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศ ในขณะที่การประมูลพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยอายุ 3 เดือนมีความผันผวน จากสภาพคล่องและปริมาณธุรกรรมที่ลดลงเนื่องจากอยู่ในช่วงเดือนสุดท้ายของปี ทำให้อัตราผลตอบแทนจากการประมูลอยู่ในช่วงกว้างระหว่าง 1.98-2.50% เทียบกับในเดือนพฤศจิกายนที่อยู่ในช่วงระหว่าง 1.90-2.13% ในเดือนนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการขายพันธบัตรระยะสั้นประมาณ 5.8 พันล้านบาท ขายสุทธิพันธบัตรระยะยาว 6 พันล้านบาท มีพันธบัตรครบกำหนด 7.4 พันล้านบาท คงเหลือนักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรประมาณ 9.4 แสนล้านบาท ลดลงจากสิ้นปีก่อนประมาณ 1.4 แสนล้านบาท

ตารางเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐ

ภาวะตลาดหุ้นไทย – พฤศจิกายน 2566

SET Index ในเดือนพฤศจิกายน 2566 ปิดที่ระดับ 1,380.18 จุด ลดลง 0.12% จากเดือนก่อนหน้า มีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯที่คาดว่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว เม็ดเงินใหม่จากกองทุน TESG และมาตรการ E-Refund ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในประเทศทั้งเรื่อง Short Sell จำนวนนักท่องเที่ยวที่อาจจะฟื้นตัวต่ำกว่าคาดการณ์ จากการยกเลิกเที่ยวบินเข้าไทย ความเสี่ยงภาครัฐเข้าแทรกแซงค่าไฟ และตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของปี 2566 และ 2567 ที่ลดลง โดยตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,375 -1,430 จุด มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนพฤศจิกายน อยู่ที่ 44,524 ล้านบาท (-2.32% MoM)

ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับตลาดหุ้นต่างประเทศในช่วงต้นเดือน หลังจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 5.25-5.50% เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน โดย นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ส่งสัญญาณว่าเฟดอาจยุตินโยบายการเงินที่เข้มงวดนี้หลังจากที่คณะกรรมการเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุม 2 ครั้งติดต่อกัน หลังจากนั้นตลาดหุ้นไทยเริ่มแกว่งตัวออกข้าง โดยมีปัจจัยกดดันจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 3 ที่ออกมาผสมผสานกัน นำโดยกลุ่มค้าปลีกที่ปรับลงแรงหลังผลประกอบการออกมาต่ำกว่าที่คาด โดยหลังจากนั้นสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ร่วมแถลงถึงสภาวะการลงทุนหลังดัชนี SET Index ปรับตัวลงหลุด 1,400 จุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลทุน โดยทั้ง ก.ล.ต. และ ตลท. ได้ให้ข้อมูลว่าการทำ Short Sell ยังอยู่ในระดับปกติ จึงไม่ได้เป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้ตลาดปรับตัวลงแรง

ในช่วงครึ่งเดือนหลัง ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีการฟื้นตัวได้เล็กน้อยในช่วงต้น หลังกระทรวงการคลังหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนใหม่ TESG ซึ่งจะเป็นการเพิ่มเม็ดเงินใหม่เข้ามาลงทุนในตลาด โดยลักษณะจะเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนหุ้น ESG หรือหุ้นยั่งยืน คือคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลเป็นหลัก สภาวะตลาดยังปรับตัวลงต่อหลังเงื่อนไขวงเงินลงทุนไม่เกิน 100,000 บาท/ราย น้อยกว่าที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 200,000-300,000 บาท/ราย และต้องลงทุนไม่ต่ำกว่า 8 ปี อีกทั้งยังโดนกดดันจากแรงเทขายของหุ้นขนาดใหญ่อย่าง AOT ที่กังวลว่าจะได้รับผลกระทบจากสายการบินจีนยกเลิกเที่ยวบินเข้าประเทศไทย อีกทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ปรับตัวลงหลังภาครัฐอาจเข้าแทรกแซงค่าไฟฟ้า อีกทั้งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2566 และ 2567 กดดันบรรยากาศการลงทุน

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิเป็นเดือนที่ 10 ที่ 1.94 หมื่นล้านบาท จากเดือนก่อนหน้าที่ขายสุทธิ 1.57 หมื่นล้านบาท โดยหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากที่สุด คือ กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 8.4% กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ 6.4% และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 5.0% ในขณะที่กลุ่มประกันภัยและประกันชีวิต -9.6% กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ -7.1% และกลุ่มการแพทย์ -4.9% ให้ผลตอบแทนติดลบมากที่สุดในช่วงเดียวกัน

สำหรับมุมมองในการลงทุนในช่วงสุดท้ายของปี 2566 เรายังคงมุมมองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว นำโดยภาคการท่องเที่ยวและภาคการบริโภคภายในประเทศ โดยเราคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ จากภาครัฐจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและการออกมาตรการลดค่าครองชีพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ เรามองว่ามาตรการฟรีวีซ่า จะช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวได้ในช่วงฤดูการท่องเที่ยวของปีนี้ อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงติดตามว่าผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ และของไทยที่อาจจะทยอยปรับลดลงในช่วงเดือนสุดท้ายของปี 2566 ซึ่งในกรณีดังกล่าวจะลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ รวมทั้งลดแรงกดดันต่อ Valuations ของสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – พฤศจิกายน 2566

FED มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม 5.25-5.50% ตามที่คาดการณ์กันเป็นวงกว้างในการประชุมวันที่ 31 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการคงดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่สองอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 22 ปี โดยชี้ว่าการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในช่วงที่ผ่านมาได้ช่วยลดความจำเป็นในการขยับดอกเบี้ยขึ้นเพิ่มเติม ซึ่งเป็นไปตามที่คณะกรรมการ FED หลายท่านได้ออกมาส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ แถลงการณ์ระบุว่า สภาวะการเงินและการปล่อยสินเชื่อสู่ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ตึงตัวจะกดดันกิจกรรมเศรษฐกิจ การจ้างงาน และเงินเฟ้อ ซึ่งผลกระทบดังกล่าวมีความไม่แน่นอนอยู่มากและจะยังคงเฝ้าระวังต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด ในแง่ของเศรษฐกิจ FED ระบุว่าการจ้างงานในไตรมาส 3 ยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าจะชะลอลงนับตั้งแต่ช่วงต้นปี ทั้งนี้ FED ยังคงเปิดประตูการขยับดอกเบี้ยขึ้นเพิ่มเติมเอาไว้ก่อน และจะยังคงดำเนินการลดขนาดงบดุล (QT) ในอัตราเดือนละ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐตามที่ได้ระบุไว้เช่นเดิม

BOE มีมติ 6-3 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 5.25% ตามที่ตลาดคาด ขณะที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงอย่างน้อยจนกระทั่งช่วงครึ่งแรกของปีหน้า โดยการประชุมรอบนี้มีคณะกรรมการ 3 ท่าน ที่สนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก +25Bps สู่ระดับ 5.50% ในถ้อยแถลงมีการระบุถึงการปรับขึ้นของ Bond Yield ที่สูงขึ้นในประเทศหลัก ซึ่งคล้ายคลึงกับผลประชุม FED ก่อนหน้าที่มองว่า ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะเสมือนเป็นการกดดันกิจกรรมเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ แม้ว่าจะไม่ได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม ด้านเศรษฐกิจ BOE คาดว่า GDP จะไม่ขยายตัวในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ซึ่งอ่อนแอกว่าที่คาดไว้ในการประชุมครั้งก่อน และคาดว่า GDP จะขยายตัว 0.1% ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งอ่อนแอกว่าการคาดการณ์ครั้งก่อนเช่นเดียวกัน สะท้อนผ่านเครื่องบ่งชี้ของผลสำรวจภาคธุรกิจบางตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.ย. ไม่เป็นแปลงจากเดือนก่อน อยู่ที่ระดับ 6.7% YoY ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2022 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอตัวลงเล็กน้อยเป็น 6.1% YoY ทั้งนี้ BOE คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะชะลอลงมากอย่างต่อเนื่อง มาอยู่ที่ระดับ 4.75% ในไตรมาส 4 ปีนี้ และจะปรับลดลงสู่ระดับ 4.50% และ 3.75% ในไตรมาส 1 และ 2 ปีหน้า แม้ว่าเงินเฟ้อจะยังคงขยายตัวสูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 2% อยู่มาก

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% สอดคล้องกับคาดการณ์ของตลาด พร้อมระบุว่าการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินในระยะถัดไปขึ้นอยู่กับภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ การทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับเหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว ธปท. ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยลงจาก 2.8% เป็น 2.4% ในปี 2023 และลดลงจาก 4.4% เป็น 3.8% ในปี 2024 และคาดการณ์เงินเฟ้อที่ 1.3% และ 2.2% ในปีนี้ และปีหน้าตามลำดับ ทั้งนี้ หากไม่รวมมาตรการดิจิทัลวอลเล็ตจากภาครัฐ ธปท. คาดการณ์ GDP ปีหน้าเติบโตที่ 3.2% และเงินเฟ้อที่ 2.0% โดย คาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้แรงขับเคลื่อนยังมาไม่ครบ โดยแรงหนุนหลักมาจากภาคบริการ ธปท. คาดการณ์นักท่องเที่ยวเข้าไทย 28.3 ล้านคนในปีนี้ และ 34.5 ล้านคนในปีหน้า จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวจีน แต่คาดการณ์ว่าในระยะข้างหน้าการส่งออกจะกลับมาเป็นแรงหนุนเพิ่มขึ้น และประเมินว่าเงินเฟ้อไทยจะทรงตัวในกรอบเป้าหมาย ในขณะที่ผลของโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะเห็นผลทันทีหลังเริ่มดำเนินการ

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับลดลงทุกช่วงอายุ 2-39Bps ตามทิศทางตลาดประเทศเศรษฐกิจหลัก หลังผลการประชุมนโยบายการเงินต่างมีข้อสรุปในแนวทางเดียวกันว่า มีความเป็นไปได้สูงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินจะหยุดที่ระดับนี้หรือไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยอีก จากเงินเฟ้อที่ชะลอลงและมีแนวโน้มเข้าใกล้เป้าหมาย ตลอดจนผลของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูงในช่วงที่ผ่านมาช่วยกดดันภาวะตลาดการเงินอีกด้วย และยังคาดการณ์ว่ามีโอกาสเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้า ด้านการประมูลพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยรุ่นอายุ 3 เดือน ในเดือนนี้ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยลดลงมาอยู่ในระดับ 1.97-2.11% เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่อยู่ในระดับ 2.19-2.28% ในเดือนนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการซื้อพันธบัตรระยะสั้นประมาณ 6.5 พันล้านบาท ซื้อสุทธิพันธบัตรระยะยาว 1 หมื่นล้านบาท มีพันธบัตรครบกำหนด 6.4 พันล้านบาท คงเหลือนักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรประมาณ 9.6 แสนล้านบาท ลดลงจากสิ้นปีก่อนประมาณ 1.2 แสนล้านบาท

ตารางเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐ

ภาวะตลาดหุ้นไทย – ตุลาคม 2566

SET Index ในเดือนตุลาคม 2566 ปิดที่ระดับ 1,381.83 จุด ลดลง 6.09% จากเดือนก่อนหน้า มีปัจจัยกดดันมาจากผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯที่ปรับตัวขึ้นและดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น กดดันบรรยากาศการลงทุน ผนวกกับแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น หลังจากอิสราเอลและกลุ่มฮามาสเข้าสู่ภาวะสงคราม ส่วนด้านปัจจัยภายในประเทศนั้นก็อยู่ในภาวะซบเซา โดยทิศทางการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวดูอ่อนแอกว่าที่คาด จากเหตุกราดยิงที่ห้างฯสยามพารากอนกระทบความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และความไม่ชัดเจนของแนวทางมาตรการดิจิตอลวอลเล็ต มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนตุลาคม อยู่ที่ 45,582 ล้านบาท (-4.84% MoM)

ตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยกดดันเพิ่มมากขึ้น และยังไม่มีปัจจัยบวกที่ชัดเจนมาหักล้าง เป็นเหตุให้หุ้นหลายตัวปรับตัวลง ซึ่งนักลงทุนยังคงกังวลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนในหุ้นกับผลตอบแทนในพันธบัตรรัฐบาลที่แคบลง โดยเฉพาะเมื่อนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวในการประชุมที่สมาคมเศรษฐกิจแห่งนิวยอร์กว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้อัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามเป้าหมายเงินเฟ้อระยาวที่ 2% ซึ่งหากเป็นแบบนั้นจริง บริษัทต่าง ๆ จะต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและยาวนานขึ้นไปอีก ส่งผลต่อภาวะการลงทุน การจ้างงาน กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ซึ่งทำให้ความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อที่อาจจะได้รับผลกระทบหากสงครามระหว่างกลุ่มฮามาสและอิสราเอลยืดเยื้อ นอกจากนี้ บรรยากาศการท่องเที่ยวในประเทศไทย หลังเหตุการณ์ที่ห้างฯสยามพารากอนกระทบความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ การฉีดยากระตุ้นเศรษฐกิจของไทยผ่านมาตรการดิจิตอลวอลเล็ตของรัฐบาลที่อาจจะเห็นผลดีในระยะสั้น แต่อาจจะทำให้มีผลข้างเคียงในระยะยาว ทำให้นโยบายการคลังของประเทศไทยเป็นสิ่งที่ยังต้องจับตามอง โดยมีข่าวลบทยอยออกมาทั้งเดือน ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาตัดคนรวยหรือผู้มีรายได้เกินเกณฑ์ เพื่อลดงบประมาณของโครงการ และเลื่อนกำหนดเวลาออกมาตรการเป็นช่วงเมษายน-พฤษภาคม ปี 2567 จากเดิมช่วงเดือนมกราคม รวมถึงความเสี่ยงที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฯ ในไตรมาสที่ 3/2566 จะออกมาต่ำกว่าที่คาด

ในเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่ 9 ที่ 1.57 หมื่นล้านบาท จากเดือนก่อนหน้าที่ขายสุทธิ 2.20 หมื่นล้านบาท โดยไม่มีหุ้นกลุ่มไหนที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก ในขณะที่กลุ่มประกันภัยและประกันชีวิต -11.7% กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ -11.3% และกลุ่มยานยนต์ -11.1% ให้ผลตอบแทนติดลบมากที่สุดในช่วงเดียวกัน

สำหรับมุมมองในการลงทุนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 เรายังคงมุมมองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว นำโดยภาคการท่องเที่ยวและภาคการบริโภคภายในประเทศ โดยเราคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ จากภาครัฐจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและการออกมาตรการลดค่าครองชีพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ เรามองว่ามาตรการฟรีวีซ่า จะช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวได้ในช่วงฤดูการท่องเที่ยวของปีนี้ อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงติดตามว่าผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ และของไทยที่อาจจะทยอยปรับลดลงในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี 2566 ซึ่งในกรณีดังกล่าวจะลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ รวมทั้งลดแรงกดดันต่อ Valuations ของสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม