ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – เมษายน 2567

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 ตามที่คาดการณ์ โดยอัตราดอกเบี้ย Deposit Facility อยู่ที่ 4.00%, อัตราดอกเบี้ย Main Refinancing อยู่ที่ 4.50% และอัตราดอกเบี้ย Marginal Lending Facility อยู่ที่ 4.75% ในการประชุมครั้งนี้ ECB ได้ส่งสัญญาณถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ได้ใกล้เข้ามาซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วสุดในการประชุมครั้งถัดไปในเดือนมิถุนายน สะท้อนผ่านแถลงการณ์ที่ระบุเป็นครั้งแรกว่า หากประมาณการเงินเฟ้ออันใหม่ได้สร้างความมั่นใจเพิ่มขึ้นว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอลงกลับเข้าเป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน การลดอัตราดอกเบี้ยลงก็มีความเหมาะสม ECB ระบุเช่นเดิมว่าการตัดสินใจเรื่องระดับดอกเบี้ยที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา และจะพิจารณาในแต่ละรอบการประชุมไป โดยไม่ได้ผูกมัดถึงแนวทางการลดดอกเบี้ยแบบใดแบบหนึ่ง สะท้อนถึงการลดดอกเบี้ยที่อาจไม่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ด้านการลดขนาดงบดุล ECB ระบุเช่นเดิมว่าจะเริ่มลดการถือครองพันธบัตรที่เข้าซื้อผ่านมาตรการพิเศษที่เริ่มช่วงวิกฤตโควิด (Pandemic Emergency Purchase Program - PEPP) ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ในอัตราเฉลี่ยเดือนละ 7.5 พันล้านยูโร และตั้งใจที่จะยุติการซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าว ณ สิ้นปี ขณะที่ได้ยุติการซื้อคืนพันธบัตรที่เข้าซื้อผ่านมาตรการปกติหรือ Asset Purchase Program (APP) ไปแล้ว

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.0-0.1% และคงการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ตามที่เคยระบุไว้ในการประชุมเดือนมีนาคมที่ผ่านมา BOJ ประเมินว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และสภาวะการเงินผ่อนคลาย ทำให้คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะขยายตัวเร่งขึ้นเป็น 2.8%YoY ในปีนี้ จากคาดการณ์ในเดือนมกราคมที่ 2.4%YoY แม้บางภาคส่วนของเศรษฐกิจมีความอ่อนแอบ้าง ทำให้คาดการณ์ GDP ในปีนี้ลดลงเป็น 0.8%YoY จากเดิมที่ 1.2%YoY ผู้ว่าการบีโอเจกล่าวในแถลงการณ์หลังการประชุมว่ายังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในปัจจุบันนี้ อย่างไรก็ตาม BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง หากภาพรวมเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และขึ้นอยู่กับภาพรวมเศรษฐกิจ พร้อมส่งสัญญาณลดการเข้าซื้อพันธบัตรในระยะข้างหน้า แต่ไม่ต้องการใช้การเข้าซื้อพันธบัตรเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายทางการเงิน ด้านการอ่อนค่าของค่าเงินเยนในระยะนี้ นายอูเอดะระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และ BOJ กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ยังคงมีความไม่แน่นอน

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% ตามตลาดคาดการณ์ด้วยมติ 5 ต่อ 2 ในการประชุมวันที่ 10 เมษายน เช่นเดียวกับการประชุมครั้งก่อนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยนับเป็นการคงดอกเบี้ยต่อเนื่อง เป็นครั้งที่สาม สวนทางความต้องการของรัฐบาลที่พยายามกดดันให้ลดดอกเบี้ยลง กรรมการส่วนใหญ่มองอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน อีกทั้งมองว่านโยบายการเงินมีประสิทธิผลที่จำกัดในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่จะเข้ามากระทบเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ กรรมการ 2 ท่าน เห็นว่าควรลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อให้สอดรับกับศักยภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวลดลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง และเพื่อช่วยบรรเทาภาระของลูกหนี้ลงบ้าง ธปท. มองเศรษฐกิจปี 2024 จะเติบโตดีขึ้นอยู่ที่ 2.6% จากปีก่อนหน้าที่โตเพียง 1.9% และคาดจะดีต่อเนื่องในปี 2025 ที่ 3.0% โดยหลักจากภาคการท่องเที่ยวที่หนุนกิจกรรมในภาคบริการ รวมถึงการบริโภคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐที่จะกลับมาเร่งเบิกจ่ายในช่วงที่เหลือของปี ขณะที่ส่งออกทยอยฟื้นตัวขึ้น อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีแรงฉุดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้านเงินเฟ้อทั่วไป ธปท. คาดจะขยายตัวเฉลี่ย 0.6% ในปีนี้ โดยมองว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ได้ในช่วงปลายปี

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับขึ้นตามทิศทางตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เนื่องจากเฟดมีแนวโน้มชะลอการลดดอกเบี้ย จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีต่อเนื่อง มีความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกโดยตรง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปีกลับขึ้นมาแตะระดับ 5% อีกครั้งเทียบกับตอนสิ้นปีที่ 4.26% และเคยอยู่ในระดับ 5% ช่วงพฤศจิกายนปีที่แล้ว ส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขึ้นมาอยู่ที่ 4.69% จาก 3.84% สิ้นปีที่ผ่านมา ทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยในช่วงอายุไม่เกิน 1 ปีไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงนัก ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับขึ้น 5-33Bps ส่วนการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในเดือนนี้ยังคงเป็นการขายสุทธิ โดยแบ่งเป็นขายพันธบัตรระยะสั้น 1.3 พันล้านบาท ขายสุทธิพันธบัตรระยะยาว 2.4 หมื่นล้านบาท และมีพันธบัตรครบกำหนด 4 พันล้านบาท คงเหลือนักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรประมาณ 8.7 แสนล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2023 ประมาณ 7.1 หมื่นล้านบาท

ตารางเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐ

ภาวะตลาดหุ้นไทย – เมษายน 2567

SET Index ในเดือนเมษายน 2567 ปิดที่ระดับ 1,367.95 จุด ลดลง 0.72% จากเดือนก่อนหน้า ในช่วงต้นเดือนดัชนีมีการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ ๆ โดยยังขาดปัจจัยสนับสนุน โดยได้กลุ่มพลังงานช่วยพยุงที่ได้รับอานิสงค์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยกระแสเงินไหลออกจากหุ้นขนาดกลาง-เล็กสลับเข้าหุ้นปลอดภัยก่อนหยุดยาว ทั้งนี้ ก่อนวันหยุดยาว SET Index มีการปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 1,400 จุด นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยได้รับปัจจัยบวกระยะสั้นมาจากแรง Cover Short Position หลังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยข้อมูลการขายชอร์ตที่ยังไม่ได้ซื้อคืน (Outstanding Short Positions) ขณะที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งการกระตุ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์ทำให้กลุ่มอสังหาฯปรับตัวขึ้น และกระแสเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามาในเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของดัชนีก็ต้องมาสะดุดลงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อิหร่าน-อิสราเอลที่เกิดขึ้นช่วงกลางเดือน ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับขึ้นมาตามภูมิภาค มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนเมษายน อยู่ที่ 42,531 ล้านบาท (+3.38% MoM)

การประชุม กนง. ในเดือนเมษายน มองเศรษฐกิจไทยในเชิงบวก และมองมี Upside ต่อ GDP (จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ Digital Wallet) และมิได้ปิดกั้นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ผสานกับนักลงทุนเริ่มรอรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2567 จำนวนบริษัทที่รายงานกำไรแล้วอยู่ที่ 25 แห่ง หุ้นที่กำไรดีกว่าคาด อาทิ SCGP, BH ฯลฯ ทำให้นักลงทุนคาดการณ์บริษัทอื่น ๆ ที่เหลือจะทยอยประกาศผลการดำเนินงานที่ดีออกมา ผสานมีปัจจัยบวก คือ ตลาดหลักทรัพย์ฯแถลงมาตรการช่วยลดความผันผวนราคาหลักทรัพย์ (โดยเฉพาะที่เกิดจากการ Short Sales) ขณะที่งบประมาณปี 2567 ได้มีการประกาศลงพระราชกิจจาฯ วันที่ 27 เมษายน เพิ่มความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยระยะถัดไป ทำให้ SET Indexค่อย ๆ ฟื้นตัวช่วงปลายเดือนเมษายน

นักลงทุนต่างชาติสลับมาซื้อสุทธิอีกครั้ง ที่ 3.9 พันล้านบาท จากเดือนก่อนหน้าที่ขายสุทธิ 4.13 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภาพรวมกระแส Fund Flow เดือนนี้ไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกราว 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซื้อสุทธิเพียงตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไทย ราว 1.7 และ 0.08 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ โดยหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากที่สุด คือ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม +5.2% กลุ่มการแพทย์ +2.6% และกลุ่มพาณิชย์ +1.1% ในขณะที่กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ -5.6% กลุ่มธุรกิจการเกษตร -4.5% และกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ -3.9% ให้ผลตอบแทนติดลบมากที่สุดในช่วงเดียวกัน

สำหรับมุมมองในการลงทุนในช่วงต่อไปของปี 2567 เรายังคงมุมมองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว นำโดยภาคการท่องเที่ยวและภาคการบริโภคภายในประเทศ โดยเราคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ จากภาครัฐมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการส่งออก มาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาฯ และการออกมาตรการลดค่าครองชีพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป โดยเรามองว่ามาตรการฟรีวีซ่า จะช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวได้ดีขึ้น ทั้งนี้ การฟื้นตัวของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฯ ในปี 2567 และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯและไทย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้อย่างมั่นคง

ภาวะตลาดหุ้นไทย – มีนาคม 2567

SET Index ในเดือนมีนาคม 2567 ปิดที่ระดับ 1,377.94 จุด เพิ่มขึ้น 0.53% จากเดือนก่อนหน้า ในช่วงต้นเดือนดัชนีมีการปรับตัวลง โดยได้ทำจุดต่ำสุดใหม่ของปีที่บริเวณ 1,350 จุด ก่อนจะฟื้นตัวตามภูมิภาค หลังทิศทางการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางในหลายประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น ภาพรวมตลาดทั้งเดือนยังแกว่งตัวในลักษณะ Sideway โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 1,350-1,396 หรือ 46 จุด มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนมีนาคม อยู่ที่ 41,142 ล้านบาท (-8.41% MoM)

ตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคม มีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากทิศทางการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางในหลายประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น โดยตลาดได้ตอบสนองเชิงบวก หลังการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ให้แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 3 ครั้งในปี 2567 และ 3 ครั้งในปีหน้า โดยธนาคารกลางยุโรปและและธนาคารอังกฤษต่างมีการส่งสัญญานที่จะเริ่มลดดอกเบี้ยลงแล้ว ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังดี ทำให้หลังเฟดระบุถึงแนวโน้มดอกเบี้ยไม่ได้กระทบสกุลเงินดอลล่าร์ฯ อ่อนค่าลง ด้านปัจจัยบวกภายในประเทศเริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของเดือนมีนาคม โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากที่ประชุมวุฒิสภา มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ในวาระที่ 3 แล้ว และจะจัดส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน ที่ยังมีความหวังว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นได้ในช่วงไตรมาส 2 นี้ ด้านการผลักดันมาตรการต่าง ๆ กระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล อาทิ รัฐบาลส่งสัญญาณให้เร่งสรุปผลการศึกษา Entertainment Complex ในประเทศไทย การออกมาตรการ Digital wallet ที่คาดจะเริ่มได้ใช้ภายในไตรมาส 4 นี้ อีกทั้งคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำ มีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งที่ 2 ของปีงบประมาณ 2567 สำหรับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็น 400 บาทต่อวัน นำร่อง 10 จังหวัดท่องเที่ยว ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้บริโภค โดยให้เฉพาะกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก และให้ปรับแบบเจาะจงพื้นที่ โดยเผยว่ากลุ่มธุรกิจส่งออก โลจิสติกส์เป็นรายต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสนับสนุนถูกหักล้างบางส่วน จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลดอลลาร์ฯ เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่งในสหรัฐฯ ซึ่งไปหักล้างผลกระทบจากการที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า กระแสข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ กนง. อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าเดิม เช่น ในการประชุมวันที่ 10 เม.ย. ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง น่าจะเป็นการปรับลดดอกเบี้ยก่อนฝั่งสหรัฐฯ นานพอสมควร กดดันทำให้ดัชนี SET ปรับตัวอยู่ในกรอบแคบ ๆ

นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาขายสุทธิที่ 4.13 หมื่นล้านบาท จากเดือนก่อนหน้าที่ซื้อสุทธิ 2.86 พันล้านบาท ขณะที่ภาพรวมกระแส Fund Flow เดือนนี้ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกราว 1.6 พันล้านเหรียญ โดยหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากที่สุด คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 4.6% กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ 3.9% และกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ 3.6% ในขณะที่กลุ่มยานยนต์ -4.8% กลุ่มพาณิชย์ -3.1% และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง -2.8% ให้ผลตอบแทนติดลบมากที่สุดในช่วงเดียวกัน

สำหรับมุมมองในการลงทุนในช่วงต่อไปของปี 2567 เรายังคงมุมมองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว นำโดยภาคการท่องเที่ยวและภาคการบริโภคภายในประเทศ โดยเราคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ จากภาครัฐจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและการออกมาตรการลดค่าครองชีพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป โดยเรามองว่ามาตรการฟรีวีซ่า จะช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวได้ดีขึ้น ทั้งนี้ การฟื้นตัวของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฯ ในปี 2567 และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯและไทย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้อย่างมั่นคง

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – มีนาคม 2567

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามคาดการณ์ของตลาด โดยอัตราดอกเบี้ย Deposit Facility Rate อยู่ที่ระดับ 4.00%, Main Refinancing Rate ที่ 4.50% และ Marginal Lending Rate ที่ 4.75% ทั้งนี้ ECB คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวลงได้ต่อเนื่อง จากผลของการดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดอย่างต่อเนื่อง แม้ความเข้มงวดจะลดลงเร็วกว่าปี 2023 แรงกดดันด้านราคาน่าจะลดลงต่อไปเนื่องจากการหยุดชะงักในการขนส่งใน Red Sea ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบเพิ่มขึ้นอย่างจำกัดเท่านั้น และราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยคาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2024 ที่ 2.3% (จาก 2.7% ในครั้งก่อน) และปี 2025 ที่ 2.0% (จาก 2.1% ในครั้งก่อน) และปรับคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2024 ที่ 2.6% (จาก 2.7% ในครั้งก่อน) และปี 2025 ที่ 2.1% (จาก 2.3% ในครั้งก่อน) อย่างไรก็ดีทาง ECB มองแนวโน้มเศรษฐกิจปีนี้แย่ลง โดยปรับคาดการณ์ GDP ลงมาที่ 0.6% ในปี 2024 (จาก 0.8% ในครั้งก่อน) ขณะที่คงคาดการณ์สำหรับปี 2025 ที่ 1.5% และปรับคาดการณ์สำหรับปี 2026 ขึ้นเล็กน้อย (1.6% จาก 1.5% ในครั้งก่อน) ด้านการทำ QE ทาง ECB ยังระบุเช่นเดิมว่ามีแผนที่จะเข้าซื้อสินทรัพย์ผ่านโครงการ PEPP ต่อไปจนจบครึ่งแรกของปี 2024 ก่อนที่จะเริ่มปรับลดขนาดของการเข้าซื้อลงเป็นเดือนละ 7.5 พันล้านยูโร และจะยุติการลงทุนทั้งหมดตั้งแต่สิ้นปี 2024 เป็นต้นไป (ไม่เปลี่ยนแปลงจากการประชุมครั้งก่อน)

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบ 17 ปี โดยยุติการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rate Policy: NIRP) ยกเลิกการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve Control: YCC) และหยุดการเข้าซื้อสินทรัพย์ผ่าน ETFs กับ J-REITs ในการประชุมมีมติสำคัญกล่าวคือ มีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากในการสนับสนุนให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ในกรอบประมาณ 0% ถึง 0.1% การเข้าซื้อพันธบัตรในปริมาณใกล้เคียงเดิม ซึ่งตามคำแถลงระบุว่าอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านล้านเยนต่อเดือน (หรือประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ทั้งนี้ในกรณีที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทาง BOJ สามารถเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในอัตราที่เพิ่มขึ้นได้ และมีมติเอกฉันท์ในการยุติการเข้าซื้อสินทรัพย์บางประเภท อาทิ ETFs และ J-REITs นอกจากนี้ทาง BOJ จะลดวงเงินการเข้าซื้อตราสารหนี้เอกชนระยะสั้น (Commercial Papers) และตราสารหนี้เอกชนระยะยาว (Corporate Bonds) อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้มีการระบุว่าจะยุติการเข้าซื้อในอีกประมาณหนึ่งปี

ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) คงอัตราดอกเบี้ยที่นโยบายที่ 5.25-5.50% ในการประชุมเดือนนี้ พร้อมคงคาดการณ์การลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง หรือ 75Bps ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม Dot Plot ในเดือนมีนาคมแสดงให้เห็นว่าสมาชิกจำนวนหนึ่งเริ่มเห็นความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยน้อยลงในปีนี้ โดยเหลือสมาชิกเพียง 1 รายที่ยังคงเห็นความจำเป็นในการปรับลด 100Bps ในปีนี้ ลดลงจาก 5 รายในเดือนธันวาคม และสมาชิกส่วนใหญ่เห็นตรงกันมากขึ้นในการลดอัตราดอกเบี้ยที่ 75Bps คณะกรรมการฯ ปรับลดขนาดการลดดอกเบี้ยในปีหน้าลง โดยปรับขนาดการลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2025 ลงเหลือ 3 ครั้ง หรือ 75Bps จากที่มองว่าจะลดได้ 4 ครั้งในการประชุมรอบเดือนธันวาคม และประเมินอัตราดอกเบี้ยเหมาะสมในระยะยาว (Neutral rate หรือ r*) สูงขึ้น เป็น 2.6% จาก 2.5% ที่ประเมินไว้ในเดือนธันวาคม บ่งชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยในระยะยาวมีแนวโน้มอยู่สูงกว่าระดับในอดีต เพื่อให้ FED สามารถควบคุมเงินเฟ้อและเศรษฐกิจให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ ทางด้านมุมมองเศรษฐกิจ คณะกรรมการฯ ขยับประมาณการการเติบโต GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 2.1% จาก 1.4% ก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ในระยะยาวที่ 1.8% แต่นับเป็นการชะลอลงจาก 3.1% ในปีที่แล้วมาก ส่วนประมาณการการเติบโตของ GDP สำหรับปี 2025 และ 2026 ถูกปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.1% (เทียบกับ 1.8% ก่อนหน้า) และ 2.0% (เทียบกับ 1.9% ก่อนหน้า) ตามลำดับ

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นปรับขึ้น 1-6Bps ส่วนพันธบัตรระยะยาวที่อายุ 1 ปีขึ้นไปกลับลดลง 1-6Bps ในขณะค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงมีทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่อง คิดเป็นการอ่อนค่าประมาณ 6.4% นับตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากได้รับอิทธิพลของสกุลเงินหลัก กล่าวคือ ทิศทางอ่อนค่าเขิงเงินเยน แม้ว่าผลการประชุมของ BOJ ที่เป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบหลายปี แต่ในที่สุดค่าเงินเยนเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ก็กลับมาอ่อนค่าต่อ เนื่องจากตลาดมองว่านโยบายการเงินของ BOJ ใกล้สู่จุดสมดุลแล้ว อาจไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยหรือใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวไปมากกว่านี้ และทิศทางแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากการปรับลดจำนวนครั้งการลดดอกเบี้ยของ FED ลงและยืดระยะเวลาการลดดอกเบี้ยครั้งแรกไปเป็นเดือนมิถุนายน ด้านการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในเดือนนี้ยังคงเป็นการขายสุทธิ โดยแบ่งเป็นขายพันธบัตรระยะสั้น 9.2 พันล้านบาท ซื้อสุทธิพันธบัตรระยะยาว 2 ร้อยล้านบาท และมีพันธบัตรครบกำหนด 1.2 พันล้านบาท คงเหลือนักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรประมาณ 9 แสนล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2023 ประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท

ตารางเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐ

ภาวะตลาดหุ้นไทย – กุมภาพันธ์ 2567

SET Index ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ปิดที่ระดับ 1,370.67 จุด เพิ่มขึ้น 0.45% จากเดือนก่อนหน้า ในช่วงต้นเดือนดัชนีมีการฟื้นตัว หลังจากปรับตัวลงต่อเนื่องในเดือนก่อนหน้า โดยทำจุดต่ำสุดวันแรกของเดือนกุมภาพันธ์ที่ระดับ 1,357 จุด ก่อนจะฟื้นตัวในสัปดาห์แรกหลังจากนั้นก็แกว่งตัวในลักษณะ Sideway จนถึงสิ้นเดือน โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 1,357-1,405 หรือ 48 จุด มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 44,922 ล้านบาท (-0.81% MoM)
ตลาดหุ้นไทยในเดือนกุมภาพันธ์ มีปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยกดดันเข้ามาตลอดทั้งเดือน ทำให้ดัชนี SET ปรับตัวอยู่ในกรอบ โดยเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 5.25-5.50% ซึ่งเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันครั้งที่ 4 และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด ขณะที่เฟดก็ส่งสัญญาณว่ายังไม่มีแผนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.นี้ ซึ่งภายหลัง สหรัฐฯได้มีการรายงานอัตราเงินเฟ้อเดือนมกราคมออกมาสูงกว่าที่คาด ทําให้นักลงลงทุนคาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อยจนถึงเดือนมิถุนายน กดดันบรรยากาศการลงทุนในภาพรวม อีกทั้งในประเทศ มีแรงกดดันจากตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2566 เติบโต 1.7% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 2.6% และปี 2566 ขยายตัวเพียง 1.9% แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับตลาด เนื่องจากตัวเลขใกล้เคียงกับคาดการณ์ของกระทรวงการคลังที่ระบุเอาไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งนักลงทุนรับรู้ไปพอสมควรแล้ว ด้านนโยบายทางการเงินของไทยที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลงกลับไม่ได้ส่งผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น นักเศรษฐศาสตร์ไทยและต่างประเทศเริ่มทยอยปรับมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทย มาเป็นคาดว่าจะลดดอกเบี้ยลง 1-3 ครั้ง หรือ 0.25-0.75% หลังการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ผลการประชุมมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ย โดยมีกรรมการ 2 เสียงเห็นว่าควรลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ส่งผลกดดันทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าและกดดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวลง
ด้านปัจจัยบวกในเดือนกุมภาพันธ์ นักลงทุนเริ่มเห็นโมเมนตัมเศรษฐกิจไทยเริ่มดูดีขึ้น โดยเฉพาะจากภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่อง อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปีนี้ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน ประกอบกับความคาดหวังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะแถลงมาตรการการคุม “Short Selling และ Program Trading” ภาคเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวต่อเนื่อง จากภาคการค้า ยอดส่งออกเดือน มกราคม +10.0% YoY ดีกว่าคาด +7.9% YoY และเร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ระดับ 4.7% YoY อีกทั้งกระแสผ่อนคลายนโยบายการเงินของจีน สนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดหุ้น China-linked รวมทั้งตลาดหุ้นไทย ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการจีนได้เร่งการประกาศมาตรการด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการประกาศลดเงินสำรองภาคธนาคาร การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิงอายุ 5 ปี รวมทั้งการออกมาตรการลดแรงขายในตลาดหุ้นจีน เช่น การควบคุมการขาย Short รวมทั้งการห้ามนักลงทุนบางกลุ่มทำการยืมหุ้นเพื่อทำธุรกิจ SBL อีกด้วย ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ ผนวกกับการที่มูลค่าหุ้น (valuation) ของตลาดหุ้นจีนปรับลดลงมามากแล้ว ได้กระตุ้นให้มีแรงซื้อกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นฮ่องกง และเป็นจิตวิทยาเชิงบวกให้กับภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทยด้วย
นักลงทุนต่างชาติพลิกมาซื้อสุทธิเป็นครั้งแรกในรอบ 12 เดือน ที่ 2.86 พันล้านบาท จากเดือนก่อนหน้าที่ขายสุทธิ 3.09 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภาพรวมกระแส Fund Flow เดือนนี้ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกสูงถึง 10.6 พันล้านเหรียญ โดยหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากที่สุด คือ กลุ่มพาณิชย์ +8.2% กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ +6.0% และกลุ่มธุรกิจการเกษตร +5.4% ในขณะที่กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ -10.2% กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ -3.0% และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร -2.7% ให้ผลตอบแทนติดลบมากที่สุดในช่วงเดียวกัน
สำหรับมุมมองในการลงทุนในช่วงต้นของปี 2567 เรายังคงมุมมองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว นำโดยภาคการท่องเที่ยวและภาคการบริโภคภายในประเทศ โดยเราคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ จากภาครัฐจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและการออกมาตรการลดค่าครองชีพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ เรามองว่ามาตรการฟรีวีซ่า จะช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวได้ดีขึ้น ทั้งนี้ การฟื้นตัวของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฯ ในปี 2567 และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯและไทย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้อย่างมั่นคง

ภาวะตลาดหุ้นไทย – มกราคม 2567

SET Index ในเดือนมกราคม 2567 ปิดที่ระดับ 1,364.52 จุด ลดลง 3.63% จากเดือนก่อนหน้า มีปัจจัยกดดันจากความคาดหวังที่เฟดจะดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลดลง โดยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินดอลล่าร์ฯ แข็งค่าขึ้น ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศจากตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2566 จากประมาณการของกระทรวงการคลังที่มีแนวโน้มจะออกมาต่ำกว่าเป้าเดิม โดยมองว่า GDP ประเทศไทยปี 2566 จะเติบโต 1.8% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.7% อีกทั้งมาตรการดิจิตัลวอลเล็ตอาจล่าช้าออกไปจากกำหนดการเดิม ทำให้มีกระแสกดดันให้ ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้คาดว่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในเดือนมกราคม โดยตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,352 -1,438 จุด มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนมกราคม อยู่ที่ 45,289 ล้านบาท (+18.88% MoM)

January Effect สำหรับตลาดหุ้นไทยในปีนี้เกิดขึ้นไม่กี่วัน โดยตลอดทั้งเดือนมีการปรับตัวลงจากแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารที่ได้แรงกดดันจากความกังวลดอกเบี้ยไทยเริ่มมี Downside ในการปรับลง และการทยอยปรับลด Target Price ลงจากโบรกเกอร์ต่างประเทศ รวมถึงผลกระทบจากกระแสความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ที่กลับเข้ามาในตลาด ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติยังมีการขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีกระแสเงินไหลออก สะท้อนถึงปัจจัยกดดันเฉพาะตัวของตลาดหุ้นไทย อาทิเช่น ตัวเลขเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนฯ ที่อาจจะออกมาน่าผิดหวัง โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่อแววล่าช้า รวมถึงขนาดของวงเงินที่ใช้มีความเสี่ยงที่จะปรับลดลง ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยมีน้อยลง หลังรัฐบาลและ ธปท. มีมุมมองที่ต่างกันต่อเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลแสดงความกังวลต่อเงินฝืดรวมทั้งระดับอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไป แต่ฝั่ง ธปท. แถลงว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้ไม่เกิดเงินฝืด และดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะเป็นแรงบวกให้กับตลาดหุ้นไทยคาดว่าจะมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มสดใสมากขึ้น หลังมาตรการฟรีวีซ่าถาวร ไทย-จีน ที่จะเริ่ม 1 มีนาคม 2567 และทางการจีนได้ประกาศมาตรการสนับสนุนตลาดหุ้นภายในประเทศ รวมทั้งการปรับลดสัดส่วนเงินสำรองภาคธนาคาร (Reserve Requirement Ratio) ลง คาดว่าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นที่เชื่อมโยง สามารถฟื้นตัวในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิเป็นเดือนที่ 12 ที่ 30,874 ล้านบาท จากเดือนก่อนหน้าที่ขายสุทธิ 204 ล้านบาท โดยหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากที่สุด คือ กลุ่มธุรกิจการเกษตร 5.7% กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 2.4% และกลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการ 2.0% ในขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (-11.3%) กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (-10.1%) และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง (-8.1%) ให้ผลตอบแทนติดลบมากที่สุดในช่วงเดียวกัน

สำหรับมุมมองในการลงทุนในช่วงต้นของปี 2567 เรายังคงมุมมองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว นำโดยภาคการท่องเที่ยวและภาคการบริโภคภายในประเทศ โดยเราคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ จากภาครัฐจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและการออกมาตรการลดค่าครองชีพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ เรามองว่ามาตรการฟรีวีซ่า จะช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เรายังคงติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฯ ในไตรมาสที่ 4/2566 ที่อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวังและมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดลง ส่งผลให้ EPS Growth 2567 ของตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจน้อยลง รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ และของไทยที่อาจจะไม่ได้ทยอยปรับลดลงเร็วตามที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาด ซึ่งในกรณีดังกล่าวจะเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ รวมทั้งกดดันต่อ Valuations ของสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – มกราคม 2567

BOJ มีมติเอกฉันท์ให้คง (1) อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ -0.1% (2) ควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีที่ใกล้ 0% โดยมีระดับอ้างอิงการเข้าซื้อที่ 1% (3) คงการเข้าซื้อ ETFs ไม่เกิน 12 ล้านล้านเยนและ J-REITs ไม่เกิน 1.8 แสนล้านเยนต่อปี และคงการเข้าซื้อตราสารหนี้เอกชนระยะสั้น (Commercial Paper) ที่ 2 ล้านล้านเยน และหุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond) ที่ 3 ล้านล้านเยนต่อปี BOJ ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปี 2024 ขึ้น แต่ประเมินว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในต่างประเทศยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามอง โดยปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ในปี 2024 ขึ้นมาอยู่ที่ 1.2% จาก 1.0% ที่เคยคาดไว้ในเดือนตุลาคม 2023 ขณะที่คงคาดการณ์ GDP ในปี 2025 ไว้ที่ 1.0% ด้านมุมมองต่อเงินเฟ้อ BOJ ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2024 ลง มาอยู่ที่ 2.4% จาก 2.8% ที่เคยคาดไว้ในเดือนตุลาคม 2023 จากปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง โดยประเมินว่าความเสี่ยงของทิศทางเงินเฟ้อยังมีอยู่สูง จากความไม่แน่นอนของการกำหนดค่าจ้างและราคาของภาคธุรกิจ ซึ่งยากที่จะคาดเดาว่าจะทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมากน้อยเพียงใด และพัฒนาการของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อราคานำเข้าและเงินเฟ้อภายในประเทศ

ECB มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องเป็นครั้งที่สาม ตามที่ตลาดคาดการณ์เป็นวงกว้าง โดยอัตราดอกเบี้ย Deposit Facility อยู่ที่ 4.00%, อัตราดอกเบี้ย Main Refinancing อยู่ที่ 4.50% และอัตราดอกเบี้ย Marginal Lending Facility อยู่ที่ 4.75% ขณะที่ระบุเช่นเดิมว่าการตัดสินใจเรื่องระดับดอกเบี้ยที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา (Data-dependent Approach) ECB มีท่าทีกังวลต่อเงินเฟ้อลดลง โดยแรงกดดันเงินเฟ้ออยู่ในทิศทางขาลงต่อเนื่องและข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาสอดคล้องกับแนวโน้มเงินเฟ้อระยะปานกลางที่ได้ประเมินเมื่อเดือนธันวาคม ขณะที่ได้นำประโยคที่ว่า “แรงกดดันด้านราคาจากปัจจัยในประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง โดยหลักจากการเติบโตแข็งแกร่งของค่าจ้าง” ออกจากแถลงการณ์ ด้านการลดขนาดงบดุล เช่นเดียวกับในการประชุมครั้งก่อน ECB ระบุจะลดการถือครองพันธบัตรที่เข้าซื้อผ่านมาตรการพิเศษที่เริ่มช่วงวิกฤตโควิดหรือ Pandemic Emergency Purchase Program (PEPP) เร็วขึ้น โดยจะเริ่มลดการถือครองในอัตราเฉลี่ยเดือนละ 7.5 พันล้านยูโรในช่วงครึ่งหลังของปี และยุติการซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าว ณ สิ้นปี ขณะที่ได้ยุติการซื้อคืนพันธบัตรที่เข้าซื้อผ่านมาตรการปกติหรือ Asset Purchase Program (APP) ไปแล้วก่อนหน้านี้

FED มีมติเป็นเอกฉันท์ (12-0) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม 5.25-5.50% ต่อเนื่องเป็นครั้งที่สี่ตามที่คาดการณ์เป็นวงกว้างในการประชุมวันที่ 30-31 มกราคม ท่ามกลางเงินเฟ้อที่มีพัฒนาการที่ดีแต่ยังคงสูง ขณะที่กิจกรรมเศรษฐกิจยังขยายตัวแข็งแกร่งและอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ แถลงการณ์ย้ำว่าการพิจารณาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา แต่ได้นำประโยคที่บ่งชี้ถึงการขยับดอกเบี้ยขึ้นเพิ่มเติมออกไป ขณะที่เพิ่มประโยค “คณะกรรมการไม่คิดว่าการลดดอกเบี้ยจะมีความเหมาะสม จนกว่าจะมีความมั่นใจมากกว่านี้ว่าเงินเฟ้อเคลื่อนเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% ได้อย่างยั่งยืน”” เข้ามา ซึ่งนับเป็นการเปิดประตูสู่การลดอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจน แต่จะไม่รีบร้อน ด้านการลดขนาดงบดุล (Balance Sheet Run-offs) แถลงการณ์ยังระบุจะลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์ที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน (MBS) ในอัตราเดือนละ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับตามแผนที่ได้ระบุไว้เดิม

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุไม่เกิน 6 เดือนปรับขึ้น 7-16Bps ในขณะที่พันธบัตรระยะยาวอายุ 1 ปีขึ้นไปกลับลดลง 3-9Bps จากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในเดือนนี้ซึ่งขายพันธบัตรระยะสั้น 1.4 หมื่นล้านบาท ซื้อสุทธิพันธบัตรระยะยาว 1 หมื่นล้านบาท และมีพันธบัตรครบกำหนด 1.8 พันล้านบาท คงเหลือนักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรประมาณ 9.3 แสนล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2023ประมาณ 6.4 พันล้านบาท ท่ามกลางสถานการณ์ค่าเงินดอลลาร์ที่กลับมาอยู่ในทิศทางแข็งค่าในเดือนนี้ และค่าเงินบาทยังได้รับอิทธิพลไปในทางอ่อนค่าจากค่าเงินสกุลเอเชียสกุลหลักอย่างเงินเยนที่คงนโยบายการเงิน และเงินหยวนที่ตัวเลขเศรษฐกิจส่งสัญญาณน่ากังวลและกำลังพิจารณาออกพันธบัตร 1 ล้านล้านหยวนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 การออกพันธบัตรครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 26 ปี

ตารางเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐ

ภาวะตลาดหุ้นไทย – ธันวาคม 2566

SET Index ในเดือนธันวาคม 2566 ปิดที่ระดับ 1429.62 จุด เพิ่มขึ้น 0.97% จากเดือนก่อนหน้า มีปัจจัยสนับสนุนจากมุมมองเฟดในเรื่องนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐฯที่ผ่อนคลายมากขึ้น เม็ดเงินใหม่จากกองทุน THAIESG อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในประเทศยังกดดันดัชนีในช่วงต้นเดือนจากความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนต่อมาตรการภาครัฐ รวมทั้งเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและมีความเสี่ยงที่ปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า และตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของปี 2566 และ 2567 ที่ลดลง โดยตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไว้อยู่ในกรอบ 1358 -1416 จุด มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนธันวาคม อยู่ที่ 38,095 ล้านบาท (-14.44% MoM)

ตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นเดือนมีการปรับตัวลงจากแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่ ราคาหุ้นธุรกิจนํ้ามันและโรงกลั่นปรับลดลงมากกดดันดัชนีหลังราคานํ้ามันดิบ WTI ร่วงหลุดลงมาตํ่ากว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับตํ่าสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังขาดปัจจัยสนับสนุนใหม่ อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐกดดัน เช่น การปรับขึ้นค่าเอฟที (Ft) ที่ยังไม่มีความชัดเจน และราคาหุ้นธุรกิจเช่าซื้อและบัตรเครดิตที่ปรับตัวลงภายหลังนายกรัฐมนตรีแถลงจัดการหนี้ทั้งระบบ โดยจะออกมาตรการแก้ไขอย่างเหมาะสมแก่ลูกหนี้แต่ละประเภท ทำให้ตลาดคาดการณ์ผลกระทบได้ยาก โดยดัชนีลงไปทำจุดต่ำสุด 1354.73 จุด ทำระดับต่ำสุดใหม่ในรอบ 3 ปี

ดัชนีฟื้นตัวได้ดีขึ้นภายหลังการทำจุดต่ำสุดใหม่ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.25-5.50% ตามคาด พร้อมกับมุมมองในเรื่องนโยบายดอกเบี้ยในเชิงที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2567 มากกว่า 3 ครั้ง และในปี 2568 จะปรับลดลงอัตราดอกเบี้ยอีก 4 ครั้ง เมื่อประกอบกับท่าทีของเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางยุโรปที่ไม่ได้ดูผ่อนคลายเท่ากับทางเฟด ส่งผลให้สกุลเงินดอลล่าร์ฯ อ่อนค่าลงค่อนข้างแรงเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร ทั้งนี้ ดัชนีค่าเงินดอลล่าร์ฯ (Trade-weighted US Dollar Index) ที่อ่อนค่าแรง ได้สนับสนุนให้ฟันด์โฟลว์ ต่างชาติกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง ประกอบกับเริ่มมีแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของกองทุน THAIESG ที่มีลักษณะเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนหุ้น ESG หรือหุ้นยั่งยืน คือ คำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เป็นหลัก ทำให้ดัชนีสามารถปรับตัวขึ้นมายืนเหนือระดับ 1400 จุด
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิเป็นเดือนที่ 11 ที่ 203 ล้านบาท จากเดือนก่อนหน้าที่ขายสุทธิ 1.94 หมื่นล้านบาท โดยหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากที่สุด คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 13.0% กลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการ 4.7% และกลุ่มธุรกิจการเกษตร 4.7% ในขณะที่กลุ่มประกันภัยและประกันชีวิต -2.4% กลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง -1.7% และกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ -1.64% ที่ให้ผลตอบแทนติดลบมากที่สุดในช่วงเดียวกัน

สำหรับมุมมองในการลงทุนในช่วงต้นของปี 2567 เรายังคงมุมมองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว นำโดยภาคการท่องเที่ยวและภาคการบริโภคภายในประเทศ โดยเราคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ จากภาครัฐจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและการออกมาตรการลดค่าครองชีพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ เรามองว่ามาตรการฟรีวีซ่า จะช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวได้ อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงติดตามว่าผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ และของไทยที่อาจจะทยอยปรับลดลง ซึ่งในกรณีดังกล่าวจะลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ รวมทั้งลดแรงกดดันต่อ Valuations ของสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – ธันวาคม 2566

FED มีมติเอกฉันท์ (12-0 เสียง) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม 5.25-5.50% ตามที่ตลาดคาดการณ์ในการประชุมวันที่ 12–13 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการคงดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 โดยในแถลงการณ์ของคณะกรรมการฯ ยอมรับว่าเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อเห็นการชะลอลงชัดเจนขึ้นแล้ว อย่างไรก็ดี ยังคงมุมมองว่าอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ประเมินระบบการเงินว่ายังมีเสถียรภาพ โดยมองว่าผลของภาวะการเงินและเงื่อนไขสินเชื่อที่ตึงตัวจะทยอยส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ในแง่ของคาดการณ์เศรษฐกิจ FED ประเมินว่าในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตที่ 2.6% แข็งแกร่งกว่าที่เคยคาดไว้เดิมเมื่อเดือนกันยายนที่ 2.1% ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้ามีแนวโน้มชะลอลงมาอยู่ที่ 1.4% ชะลอลงมากกว่าคาดการณ์เดิมที่ 1.5% ด้านอัตราการว่างงานยังคงคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.1% ในปีหน้าจาก 3.8% ในปีนี้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อ คณะกรรมการปรับลดคาดการณ์ดัชนีราคารายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลสหรัฐฯ (PCE) ทั้งดัชนีทั่วไปและพื้นฐานลงตลอดช่วงเวลาที่มีการคาดการณ์ โดยคาดว่าดัชนีจะสามารถกลับเข้าสู่เป้าหมายของ FED ที่ 2% ได้ภายในปี 2026

ECB มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายตามที่ตลาดคาดการณ์เป็นวงกว้างต่อเนื่องเป็นครั้งที่สอง โดยอัตราดอกเบี้ย Deposit Facility อยู่ที่ 4.00%, อัตราดอกเบี้ย Main Refinancing อยู่ที่ 4.50% และอัตราดอกเบี้ย Marginal lending facility อยู่ที่ 4.75% และระบุเช่นเดิมว่าที่ระดับดอกเบี้ยดังกล่าวหากคงไว้เป็นระยะเวลานานเพียงพอ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการนำพาเงินเฟ้อกลับเข้าเป้าหมายที่ 2% ด้านการลดขนาดงบดุล ECB ระบุจะลดการถือครองพันธบัตรที่เข้าซื้อผ่านมาตรการพิเศษที่เริ่มช่วงวิกฤตโควิดหรือ Pandemic Emergency Purchase Program (PEPP) เร็วขึ้น โดยระบุจะทำการซื้อคืนพันธบัตรที่ครบกำหนดอายุจนถึงครึ่งแรกของปี 2024 ก่อนที่จะเริ่มทยอยลดการถือครองในอัตราเฉลี่ยเดือนละ 7.5 พันล้านยูโรในครึ่งหลังของปี และยุติการซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าว ณ สิ้นปี จากเดิมที่ระบุว่าจะทำการซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าวจนถึงสิ้นปี 2024 เป็นอย่างน้อย ขณะที่พันธบัตรที่เข้าซื้อผ่านมาตรการปกติหรือ Asset Purchase Program (APP) ได้ยุติการซื้อคืนไปแล้วก่อนหน้านี้ ทางด้านเงินเฟ้อ ECB มองว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นและจะทยอยชะลอลงในปีหน้า ก่อนที่จะกลับเข้าเป้าหมาย 2% ได้ในปี 2025 โดยได้ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปลงเป็น 5.4% ในปีนี้และ 2.7% ในปีหน้า จากเมื่อเดือนกันยายนที่คาด 5.6% และ 3.2% ตามลำดับ โดยคาดเงินเฟ้อจะขยายตัว 2.1% ในปี 2025 และ 1.9% ในปี 2026 ในแง่ของเศรษฐกิจ ECB ปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้ลงเป็น 0.6% จากเดิมที่คาด 0.7% และคาดปีหน้าจะขยายตัวเพียง 0.8% จากเดิมที่คาด 1.0% ส่วนปี 2025-2026 คาด GDP จะขยายตัว 1.5%

BOJ มีมติเอกฉันท์ตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ -0.1% และคงกรอบการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี (Yield Curve Control: YCC) ไว้ที่ระดับอ้างอิง 1% นอกจากนี้ BOJ ได้คงแนวทางนโยบายการเงินไว้ไม่เปลี่ยนแปลง โดยระบุว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อได้เพิ่มขึ้นในระดับปานกลางและจะยังคงนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปก่อน แม้เศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่ในทิศทางฟื้นตัวและคาดการณ์เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง แต่ความไม่แน่นอนยังมีอยู่สูง โดยประเมินว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนทางธุรกิจมีสัญญาณที่ต้องระวังเพิ่มขึ้น ตลาดประเมินการสื่อสารของ BOJ บ่งชี้ว่าโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมกราคมยังต่ำอยู่

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยโดยส่วนใหญ่ปรับลดลงทุกช่วงอายุ 1-29Bps โดยอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวยังคงปรับลดลงต่อจากเดือนก่อนหน้า และอยู่ในทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศ ในขณะที่การประมูลพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยอายุ 3 เดือนมีความผันผวน จากสภาพคล่องและปริมาณธุรกรรมที่ลดลงเนื่องจากอยู่ในช่วงเดือนสุดท้ายของปี ทำให้อัตราผลตอบแทนจากการประมูลอยู่ในช่วงกว้างระหว่าง 1.98-2.50% เทียบกับในเดือนพฤศจิกายนที่อยู่ในช่วงระหว่าง 1.90-2.13% ในเดือนนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการขายพันธบัตรระยะสั้นประมาณ 5.8 พันล้านบาท ขายสุทธิพันธบัตรระยะยาว 6 พันล้านบาท มีพันธบัตรครบกำหนด 7.4 พันล้านบาท คงเหลือนักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรประมาณ 9.4 แสนล้านบาท ลดลงจากสิ้นปีก่อนประมาณ 1.4 แสนล้านบาท

ตารางเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐ