ภาวะตลาดหุ้นไทย – มิถุนายน 2566

SET Index ปิดที่ระดับ 1,503.10 จุด ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 1.98% โดยดัชนีขยับขึ้นมาในช่วงครึ่งเดือนแรก ก่อนจะปรับตัวลงมาแรงในช่วงครึ่งหลังของเดือน โดยมีปัจจัยกดดันทั้งจากภายนอกและภายในอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ของ SET Index อยู่ที่ -9.92% ให้ผลตอบแทนรั้งท้ายในตลาดภูมิภาคเอเชีย

สำหรับปัจจัยกดดันภายนอกปัจจัยแรก ได้แก่ การที่ FED ยังส่งสัญญาณเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อในการประชุมช่วงที่เหลือของปีนี้ หลังตัวเลขเศรษฐกิจทั้งการบริโภค ตลาดแรงงาน และราคาบ้าน ในเดือนล่าสุดยังออกมาแข็งแกร่งปัจจัยกดดันถัดมาคือ ความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่ฟื้นตัว สะท้อนผ่านรายงานยอดส่งออกจีนเดือนพฤษภาคม ที่ปรับตัวลดลง 7.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ อัตราการว่างงานของผู้เรียนจบใหม่ก็ยังสูง ทำให้มีการทยอยปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GPD ประเทศจีนลง อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นประเทศไทยยังได้รับอานิสงส์จากข่าวรัฐบาลจีนกำลังพิจารณาที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาพยุงตลาดไว้

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ปัจจัยกดดันหลักนั้นหนีไม่พ้นเรื่องความไม่ชัดเจนทางการเมือง หลังมีข่าวว่าพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่สามารถตกลงเรื่องตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรกันได้ และยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการที่นายพิธาจะขึ้นเป็นนายกฯ เนื่องจากอาจจะได้รับเสียงสนับสนุนจากรัฐสภาไม่เพียงพอ นอกจากประเด็นทางการเมืองแล้ว ยังมีปัจจัยลบจากหลายบริษัทในตลาด ได้แก่ (1) DELTA ที่ราคาหุ้นมีการปรับตัวลงแรงหลังจากถูกมาตรการกำกับซื้อขาย (2) TRUE และ DIF ที่นักลงทุนกังวลเรื่องการเพิ่มทุนและ TRUE อาจยกเลิกการใช้เสาของ DIF (3) JMART และ JMT ที่ถูกเทขายเนื่องจากถูกถอดออกจากดัชนี SET50 รอบครึ่งปีหลัง (4) EA, NEX และ BYD ที่ราคาหุ้นปรับตัวลงหลังมีข่าวรถบัสไฟฟ้าไฟไหม้ และท้ายที่สุด (5) STARK ที่มีข่าวการทุจริตและพยายามตกแต่งบัญชี ทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นต่อบริษัทในตลาดโดยรวม

สรุปในเดือนที่ผ่านมา กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุด คือ กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 4.2% กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 2.1% และกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ 1.5% ในขณะที่กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนติดลบมากที่สุดในช่วงเดียวกัน ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ -10.0% กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ -9.9% และกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ -9.7% สำหรับปริมาณการซื้อขายตามกลุ่มนักลงทุนในเดือนมิถุนายนนั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่ 9.1 พันล้าน โดยเป็นการขายสุทธิห้าเดือนติดต่อกัน นักลงทุนทั่วไปภายในประเทศซื้อสุทธิ 2.9 พันล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1.9 พันล้านบาท และนักลงทุนสถาบันภายในประเทศซื้อสุทธิ 8.1 พันล้านบาท

สำหรับมุมมองในการลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2566 เรายังคงมุมมองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศไทยนั้นยังมีโอกาสในการฟื้นตัว นำโดยการท่องเที่ยวและการส่งออกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีกว่าครึ่งปีแรก และไม่ว่าฝ่ายไหนจะได้เป็นรัฐบาล แต่เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ปัจจัยกดดันตลาดจากความไม่แน่นอนทางการเมืองก็จะลดลง อย่างไรก็ตาม เรายังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาด รวมไปถึงนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่อาจจะกดดันบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่มได้

ภาวะตลาดหุ้นไทย – พฤษภาคม 2566

SET Index แกว่งตัวขึ้นเล็กน้อย โดยปรับตัวปิดที่ระดับ 1,533 จุด (+0.29% จากเดือนเมษายน) โดยมีปัจจัยบวกและลบสลับเข้ามากระทบตลาดตลอดทั้งเดือน สำหรับปัจจัยภายนอกคือ เรื่องความยืดเยื้อของการเจรจาขยายเพดานหนี้สหรัฐฯหลังจากสภาบนและสภาล่างของสหรัฐฯมีความเห็นไม่ตรงกัน ก่อนที่จะมีข้อตกลงเชิงบวกช่วงท้ายเดือน ส่วนปัจจัยภายในจะเป็นในเรื่องของผลของการเลือกตั้งที่ผลลัพธ์นั้นออกมาผิดไปจากที่ตลาดคาด โดยพรรคก้าวไกลเป็นพรรคที่ได้คะแนนสูงสุด และได้สิทธิเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อน สร้างความกังวลให้กับตลาดทุนจากนโยบายของพรรคที่มีโอกาสสร้างผลกระทบให้แก่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาด

สำหรับปัจจัยกดดันภายนอกนั้นนอกเหนือจากเรื่องการบรรลุข้อตกลงการขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ ที่ทำให้ความกังวลต่อการผิดชำระหนี้ของสหรัฐฯได้คลี่คลายออกไป ยังมีเรื่องโอกาสที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 25 bps จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ยังออกมาแข็งแกร่ง และยังคงมองว่าปัญหาเงินเฟ้อของสหรัฐฯยังไม่สิ้นสุดลง

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ จะมีเรื่องผลของการเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกลได้คะแนนสูงสุดและมีสิทธิในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ด้วยจำนวนสมาชิกผู้แทนราษฎรที่ใกล้เคียงกับพรรคเพื่อไทย ประกอบกับสมาชิกวุฒิสภาที่ยังคงมีสิทธิในการออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้ยังมีความไม่ชัดเจนต่อการจัดตั้งรัฐบาลว่าจะออกมาในรูปแบบไหน นอกจากนี้ จากนโยบายของพรรคก้าวไกลที่ให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ทำให้นโยบายหลายนโยบายส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาด อาทิ นโยบายลดค่าไฟที่สร้างความกังวลต่อโอกาสในการเติบโตในประเทศของโรงไฟฟ้าในกลุ่มใช้ก๊าซ การเพิ่มภาษีบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรเกิน 300 ล้านบาทจาก 20% เป็น 23% การเก็บภาษีผู้มีสินทรัพย์เกิน 300 ล้านบาท การเก็บภาษีที่ดินรายแปลงและรวมแปลง และเรื่องของ Capital Gain Tax ที่สร้างความกังวลว่าจะทำให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดลดลง นโยบายทั้งหมดได้สร้างความกังวลต่อนักลงทุนอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนที่ผ่านมา

สรุปในเดือนที่ผ่านมา กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุด คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 31.7% กลุ่มยานยนต์ 5.8% และกลุ่มประกันภัยและประกันชีวิต 4.0% ในขณะที่กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนติดลบมากที่สุดในช่วงเดียวกัน ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมี
-8.3% กลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการ -6.5% และกลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง -6.2% โดยปริมาณการซื้อขายในเดือนพฤษภาคมนั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่ 3.3 หมื่นล้านโดยเป็นการขายสี่เดือนติดต่อกัน นักลงทุนทั่วไปภายในประเทศซื้อสุทธิ 0.5 หมื่นล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 0.2 หมื่นล้านบาท และนักลงทุนสถาบันภายในประเทศซื้อสุทธิ 3 หมื่นล้านบาท

สำหรับมุมมองในการลงทุนในไตรมาสสองของปี 2566 เราคงมุมมองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศไทยนั้นยังมีโอกาสในการฟื้นตัว นำโดยภาคการท่องเที่ยว เราคาดว่าหลังจากเห็นความชัดเจนจากการเลือกตั้งแล้ว หากประเทศไทยได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีการฟังความเห็นของภาคเศรษฐกิจมาปรับนโยบายให้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของประเทศ ตลาดหุ้นไทยจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นได้

ภาวะตลาดหุ้นไทย – เมษายน 2566

SET Index เดือนเมษายน ปิดที่ระดับ 1,529.12 จุด (-4.97% จากเดือนมีนาคม) ปัจจัยภายในหลักมาจากการปรับตัวลดลงของราคาหุ้น DELTA หลังจากบริษัทรายงานผลกำไรต่ำกว่าที่ตลาดคาด การรอดูผลการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การลดการลงทุนของนักลงทุนในประเทศเนื่องจากเทศกาลวันหยุดยาว และปัญหาผลกระทบจากหุ้น STARK ที่ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจในหุ้นขนาดกลาง ขนาดเล็ก ส่วนปัจจัยภายนอกก็ยังคงเป็นเรื่องความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอเมริกาที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันนักลงทุน

สำหรับปัจจัยกดดันภายนอกนั้นประกอบไปด้วย ความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจถดถอยของอเมริกา หลังจากรายงานตัวเลขภาคการบริโภคออกมาอ่อนตัว โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค CCI เดือนเมษายนพลิกกลับมาลดลง -2.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน สะท้อนถึงสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับภาคธนาคารในอเมริกายังกลับมาอีกครั้ง หลังจาก First Republic Bank รายงานฐานเงินฝากช่วง 1Q23 ลดลงกว่า 40% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลดลงในธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก

สำหรับภายในประเทศ ปัจจัยลบเริ่มจากการประกาศผลการดำเนินงานของ DELTA ที่รายงานผลกำไรต่ำกว่าที่ตลาดคาด ที่ถึงแม้จะเห็นกำไรสุทธิเติบโตถึง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่เริ่มเห็นการหดตัวที่ 14% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นการชะลอตัวของกลุ่มธุรกิจ Data Center โดยผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ประมาณ 10% ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงกว่า 36% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ปัจจัยลบถัดมาคือเรื่องของการเลือกตั้ง หลังจากผลสำรวจชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่รัฐบาลใหม่จะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ซึ่งอาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและความต่อเนื่องในการบริหารงาน ประกอบกับเป็นช่วงเทศกาลหยุดยาวของไทยในช่วงกลางเดือนเมษายนและต้นเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนยังเลี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ออกไปก่อน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาของ STARK ที่คณะกรรมการบริษัทลาออกทั้งหมดและมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริษัทชุดใหม่เข้ามาแทน ในขณะที่บริษัทยังไม่สามารถส่งงบการเงินประจำปี 2565 ได้เนื่องจากการสอบทานของผู้สอบบัญชียังไม่แล้วเสร็จ ทำให้นักลงทุนบางส่วนมากังวลกับหุ้นขนาดกลางขนาดเล็กที่ราคาปรับตัวลงมากว่าจะมีปัญหาเหมือน STARK หรือไม่ จึงมีการขายหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กออกมา ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยยังคงมีปัจจัยบวกจากผลประกอบการไตรมาสแรกของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ จาก NIM ที่ขยายตัว และมีกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิที่ดีขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มการแพทย์เป็นอีกกลุ่มที่มีปัจจัยบวกเข้ามา จากการที่คณะกรรมการสำนักงานประกันสังคมมีมติเห็นชอบขึ้นอัตราค่าบริการเหมาจ่ายแก่สถานพยาบาลคู่สัญญา

สรุปในเดือนที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุด คือ กลุ่มธนาคาร +3.6% และกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ +0.6% ในขณะที่กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนน้อยที่สุด คือกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ -34.1% กลุ่มธุรกิจการเกษตร -9.3% และกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ -8.4% โดยปริมาณการซื้อขายในเดือนเมษายนนั้นค่อนข้างเบาบาง นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่ 7.9 พันล้านบาท นักลงทุนทั่วไปภายในประเทศซื้อสุทธิ 7.6 พันล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 0.5 พันล้านบาท และนักลงทุนสถาบันภายในประเทศซื้อสุทธิ 0.8 พันล้านบาท

สำหรับมุมมองในการลงทุนในไตรมาสสองของปี 2566 เราคงมุมมองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศไทยนั้นยังมีแนวโน้มที่ดีจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและเม็ดเงินจากการเลือกตั้ง เราคาดว่าหลังจากเห็นความชัดเจนจากการเลือกตั้งแล้ว หากประเทศไทยได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ตลาดหุ้นไทยจะมีการปรับตัวดีขึ้นได้

ภาวะตลาดหุ้นไทย – มีนาคม 2566

SET Index เดือนมีนาคม ปิดที่ระดับ 1,609.17 จุด (-0.81% จากเดือนกุมภาพันธ์) เป็นการปรับลงแรงในช่วงครึ่งเดือนแรกจากความกังวลต่อวิกฤตภาคธนาคารในสหรัฐและยุโรป ก่อนจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของเดือนเมื่อสถานการณ์ต่าง ๆค่อย ๆ คลี่คลายลง หลังจากทางการได้ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การเลือกตั้งในประเทศมีความชัดเจนมากขึ้นหลัง กกต.ประกาศให้วันที่ 14 พ.ค. เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป เป็นแรงสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนให้ดีขึ้น

สำหรับปัจจัยกดดันภายนอก เริ่มจากความกังวลในช่วงต้นเดือนว่า FED อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากกว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้า หลังจากตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐเดือนกุมภาพันธ์ออกมาค่อนข้างแข็งแกร่ง และตลาดได้มีการปรับตัวลงต่อเนื่องในช่วงกลางเดือนจากความตื่นตระหนกต่อข่าวธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB) ถูกสถาบันคุ้มครองเงินฝากสหรัฐ (FDIC) สั่งปิดกิจการเนื่องจากขาดสภาพคล่องทางการเงิน อันเป็นผลมาจากการแห่ถอนเงินฝากของกลุ่มบริษัท Start-up จนทำให้ทาง SVB ต้องทำการขายขาดทุนพันธบัตรระยะยาวมาคืนผู้ฝาก นอกจากนี้ ตลาดยังโดนกดดันจากปัญหาในภาคธนาคารของยุโรป โดยธนาคาร Credit Suisse ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 17 ของโลกประสบปัญหาสภาพคล่องหลังมีข่าวว่า Credit Suisse อาจจะมีปัญหาในการเพิ่มทุนเนื่องจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ติด Limit ในการถือหุ้น และทำให้มีการแห่ถอนเงินจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ตลาดมีการปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายเดือนหลังจากทางการสหรัฐฯ และสวิตเซอร์แลนด์ ออกมาให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องอย่างรวดเร็ว โดยในกรณีของ SVB ทาง FED ได้ประกาศการจัดตั้งโครงการ Bank Term Fund Programing โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสถาบันการเงินต่าง ๆ ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการล้มละลายของ SVB ส่วนทางธนาคาร Credit Suisse ทางการสวิตเซอร์แลนด์เสนอให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้แก่ธนาคาร UBS เป็นมูลค่า 100,000 ล้านฟรังก์ เพื่อให้ทางธนาคาร UBS เข้ามาซื้อกิจการของธนาคาร Credit Suisse นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้หลักประกัน 9,000 ล้านฟรังก์สำหรับคุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากสินทรัพย์ที่ UBS เข้าครอบครอง

สำหรับปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศ ปัจจัยแรกคือรัฐบาลได้ประกาศยุบสภาและ กกต.ได้ประกาศให้วันที่ 14 พ.ค. เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินที่ใช้สำหรับการหาเสียงออกมาช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือน ส่วนปัจจัยถัดมาจะเป็นในเรื่องค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้นในเดือนที่ผ่านมาและทำให้กระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดทุนน้อยลง โดยมีสาเหตุจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดลง จากทั้งการคาดการณ์ว่า FED จะไม่เพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรุนแรงเหมือนในช่วงก่อนหน้า เนื่องจากต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา และการที่ประเทศไทยก็มีการทยอยเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

สรุปในเดือนที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดคือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 20.8% จากแรงเก็งกำไรในหุ้น DELTA และกลุ่มการแพทย์ 3.7% ในขณะที่กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนน้อยที่สุด ได้แก่ กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ -9.8% กลุ่มประกันภัยและประกันชีวิต -7.4% และธุรกิจการเกษตร -6.7% โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่ 3.2 หมื่นล้านบาทน้อยกว่าเดือนที่แล้วที่ขาย 4.4 หมื่นล้านบาท นักลงทุนทั่วไปภายในประเทศซื้อสุทธิ 1.6 หมื่นล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1 หมื่นล้านบาท และนักลงทุนสถาบันภายในประเทศซื้อสุทธิ 2.6 หมื่นล้านบาท

สำหรับมุมมองในการลงทุนในไตรมาสสองของปี 2566 เรามองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศไทยนั้นยังมีแนวโน้มที่ดีจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและเม็ดเงินจากการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามอาจจะเห็นการอ่อนตัวของผลประกอบการภาคท่องเที่ยวบ้างในไตรมาสนี้เนื่องจากได้รับผลจากฤดูกาล แต่หากมองข้ามไปยังครึ่งปีหลัง เรายังคงมั่นใจว่าการท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะพยุงเศรษฐกิจประเทศไทยในปี 2566

ภาวะตลาดหุ้นไทย – กุมภาพันธ์ 2566

SET Index เดือนกุมภาพันธ์ ปิดระดับ 1,622.35 จุด (-2.9% จากเดือนมกราคม) เป็นการแกว่งตัวลงตลอดทั้งเดือน โดยรับแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยปัจจัยภายนอกยังเป็นความกังวลเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลว่า FED จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากกว่าที่คาดไว้ และส่งผลให้ดึงเม็ดเงินออกจากตลาดหุ้น Emerging Market ส่วนปัจจัยภายในเป็นเรื่องของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่อ่อนแอกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ นำไปสู่โอกาสในการปรับประมาณการของปี 2566 ลง

สำหรับปัจจัยกดดันจากภายนอก เริ่มจากตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐฯ ประจำเดือนมกราคมอยู่ที่ 6.4% และ 5.6% ตามลำดับ ลดลงจาก 6.5% และ 5.7% อย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นระดับเงินเฟ้อที่สูงกว่ากรอบที่ทาง FED กำหนดไว้ที่ 2% ทำให้ตลาดมีการปรับการคาดการณ์ว่า FED มีโอกาสปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีกมากกว่าที่เคยคาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นอีกไม่เกิน 50 bps และอาจจะไม่มีการลดดอกเบี้ยในปีนี้ เนื่องจากรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ ประจำเดือนมกราคมเพิ่มถึง 5.17 แสนตำแหน่ง ในขณะที่อัตราว่างงานปรับลดลงสู่ 3.4% จาก 3.5% ในเดือนก่อนหน้า นอกจากนี้ ค่าแรงเฉลี่ยรายชั่วโมงยังปรับตัวขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตัวเลขทั้งหมดสนับสนุนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯยังมีแนวโน้มที่แข็งแกร่ง เมื่อประกอบกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯและประเทศไทยที่ปรับขึ้นมาถึง 3% ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่า ส่งผลให้กระแสเงินทุนต่างชาตินั้นพลิกไหลออกจากตลาดหุ้นประเทศไทย

สำหรับปัจจัยภายในที่แม้ว่าจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และเม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงการเลือกตั้ง แต่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาสที่ 4 ที่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยกำไรสุทธิไตรมาสที่ 4/2565 ลดลงถึง 40% YoY และทำให้กำไรสุทธิของปี 2565 เติบโตเพียง 2% โดยมีปัจจัยในเรื่องของต้นทุนการผลิตและดำเนินงานที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อในช่วงก่อนหน้า การจ่ายผลตอบแทนพิเศษให้พนักงานในช่วงปลายปี รวมไปถึงการตั้งสำรองสินทรัพย์ด้อยค่าของหลายบริษัท นอกจากนี้ GDP ในไตรมาสที่ 4 ของไทยยังขยายตัวต่ำกว่าคาด คือขยายตัวเพียง 1.4% YoY จากการหดตัวของภาคการส่งออก และการลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ทั้งหมดทำให้ตลาดต้องมีการทบทวนประมาณการการเติบโตของ GDP และกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนสำหรับปี 2566 ใหม่

สรุปในเดือนที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดคือ กลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการ +5.7% กลุ่มธุรกิจการเกษตร +2.7% และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ +0.1% ในขณะที่กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนน้อยที่สุด ได้แก่ กลุ่มวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร -15.1% กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ -6.9% และกลุ่มกลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ -6.7% โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่ 43.5 หมื่นล้านบาท นักลงทุนทั่วไปภายในประเทศซื้อสุทธิ 28.6 หมื่นล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 0.1 หมื่นล้านบาท และนักลงทุนสถาบันภายในประเทศซื้อสุทธิ 13.8 หมื่นล้านบาท

สำหรับมุมมองในการลงทุนในไตรมาสแรกของปี 2566 เรามองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศไทยนั้นยังมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตของภาคท่องเที่ยว การใช้จ่ายในช่วงการเลือกตั้ง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ในขณะที่นักลงทุนน่าจะเริ่มลดความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED เมื่อคณะกรรมการ FED บางท่านเริ่มส่งสัญญาณว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อประกอบกับแนวโน้มค่าเงินบาทที่จะมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังจากอ่อนตัวอย่างรุนแรงในช่วงต้นปี ทำให้มีโอกาสที่ตลาดหุ้นประเทศไทยจะได้รับอานิสงค์จากกระแสเงินลงทุนที่ไหลกลับเข้าสู่ประเทศได้อีกครั้ง

ภาวะตลาดหุ้นไทย – มกราคม 2566

SET Index เดือน มกราคม ปิดระดับ 1,671.46 จุด ทรงตัวในกรอบแคบ โดยเพิ่มขึ้นเพียง 0.17% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน โดยช่วงสัปดาห์แรกเป็นการแกว่งขึ้นต่อเนื่องจากปลายปีที่แล้วตอบรับความคาดหวังเชิงบวกจากการที่ประเทศจีนประกาศเปิดประเทศในวันที่ 8 มกราคม เร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ อย่างไรก็ตาม ตลาดค่อย ๆ ปรับตัวลง จากแรงกดดันของการทยอยประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 4 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เป็นปัจจัยกดดันทำให้ SET Index ยังไม่สามารถปรับตัวเหนือ 1,700 จุดได้ในเดือนมกราคมนี้

สำหรับปัจจัยสนับสนุนจากภายนอกเริ่มที่ทางการประเทศจีนได้ตัดสินใจเปิดประเทศเร็วกว่าการคาดการณ์เดิม โดยสาเหตุหลักมาจากภาคเศรษฐกิจได้รับแรงกดดันอย่างมากจากนโยบาย Zero Covid19 ประกอบกับเริ่มมีการชุมนุมประท้วงของประชาชนที่ไม่พอใจกับนโยบายข้างต้น รวมไปถึงการที่โควิดสายพันธุ์โอไมครอนก็ไม่ได้มีความรุนแรงเหมือนสายพันธุ์ก่อนหน้าด้วย โดยนักลงทุนต่างคาดหวังว่าการเปิดประเทศของจีนจะทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวเร็วกว่าเดิม โดยนอกจากกลุ่มท่องเที่ยวที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงแล้ว ภาพรวมการบริโภคภายในประเทศก็จะได้รับประโยชน์ทางอ้อม จากการจ้างงานของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัว ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบของภาคส่งออกที่ชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจในฝั่งตะวันตกที่มีโอกาสเกิดภาวะถดถอยได้ในปีนี้

ภาวะตลาดหุ้นไทย – ธันวาคม 2565

SET Index เดือนธันวาคมปิดที่ระดับ 1,668.66 จุด เพิ่มขึ้น 2.04% จากเดือนก่อน โดยเป็นการปรับลดลงในช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือน จากสัญญาณของเศรษฐกิจถดถอย อาทิเช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อประจำเดือนพฤศจิกายน (PMI) ของสหรัฐฯ ได้ปรับตัวต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมในปี 2563 นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยกดดันจากการที่ธนาคารกลางประเทศญี่ปุ่นส่งสัญญาณการใช้นโนบายทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยการประกาศขยายกรอบการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นไทยได้ปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายเดือน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากทั้งเรื่องที่ทางการจีนประกาศเปิดประเทศในวันที่ 8 มกราคม ซึ่งเร็วกว่าที่ตลาดคาด และความชัดเจนจากมาตรการช้อปดีมีคืน ที่จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในไตรมาสแรกของปีถัดไป
สำหรับปัจจัยสนับสนุนจากภายนอกนั้นเริ่มจากฝั่งสหรัฐฯ ที่มีการประชุมของ FED ในช่วงต้นเดือน โดยมีมติปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 75 bps เข้าสู่ระดับ 3.75% – 4.00% และให้ภาพกับนักลงทุนว่า FED จะยังมีความจำเป็นที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับสูง ถึงแม้ว่าจะเริ่มให้สัญญาณว่าการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นมีโอกาสชะลอปรับการเพิ่มขึ้นในครั้งถัดไป ซึ่งทั้งหมดไม่ได้ผิดไปจากที่นักลงทุนคาดการณ์ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่า Terminal Rate ของ FED จะอยู่ที่ประมาณ 5% นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯเริ่มอ่อนตัวลง โดยอัตราว่างงานที่เพิ่มจากระดับ 3.5% สู่ 3.7% และรายงานเงินเฟ้อ CPI และ PPI ประจำเดือนตุลาคมก็ต่ำกว่าตลาดคาด ยิ่งสนับสนุนมุมมองของนักลงทุนว่าเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ขณะเดียวกัน ในส่วนของฝั่งเอเชียเอง ประเทศจีนได้เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายมาตรการ Zero Covid เนื่องจากมาตรการดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจีนอย่างมาก อีกทั้งความรุนแรงของอาการ Covid สายพันธุ์โอไมครอนก็น้อยกว่าสายพันธุ์อื่นก่อนหน้า ทำให้ทางการจีนเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีควบคุมการระบาด

ภาวะตลาดหุ้นไทย – พฤศจิกายน 2565

ตลาดหุ้นไทยเดือนพฤศจิกายน: ดัชนีหุ้นไทยเดือนนี้ ปิดที่ระดับ 1,635.36 จุด เพิ่มขึ้น 1.65% จากเดือนก่อน แม้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะอ่อนตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากการปรับลงของราคาพลังงานจนทำให้ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มพลังงานปรับลดลง อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มชะลอตัวการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมกับการที่รัฐบาลจีนเริ่มส่งสัญญาณการผ่อนคลายนโยบาย Zero Covid และประเทศไทยมีความชัดเจนในเรื่องการเลือกตั้งมากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยสามารถกลับมาปิดในแดนบวกได้ในเดือนที่ผ่านมา

สำหรับปัจจัยสนับสนุนจากภายนอกนั้นเริ่มจากฝั่งสหรัฐฯ ที่มีการประชุมของ FED ในช่วงต้นเดือน โดยมีมติปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 75 bps เข้าสู่ระดับ 3.75% – 4.00% และให้ภาพกับนักลงทุนว่า FED จะยังมีความจำเป็นที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับสูง ถึงแม้ว่าจะเริ่มให้สัญญาณว่าการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นมีโอกาสชะลอปรับการเพิ่มขึ้นในครั้งถัดไป ซึ่งทั้งหมดไม่ได้ผิดไปจากที่นักลงทุนคาดการณ์ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่า Terminal Rate ของ FED จะอยู่ที่ประมาณ 5% นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯเริ่มอ่อนตัวลง โดยอัตราว่างงานที่เพิ่มจากระดับ 3.5% สู่ 3.7% และรายงานเงินเฟ้อ CPI และ PPI ประจำเดือนตุลาคมก็ต่ำกว่าตลาดคาด ยิ่งสนับสนุนมุมมองของนักลงทุนว่าเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ขณะเดียวกัน ในส่วนของฝั่งเอเชียเอง ประเทศจีนได้เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายมาตรการ Zero Covid เนื่องจากมาตรการดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจีนอย่างมาก อีกทั้งความรุนแรงของอาการ Covid สายพันธุ์โอไมครอนก็น้อยกว่าสายพันธุ์อื่นก่อนหน้า ทำให้ทางการจีนเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีควบคุมการระบาด

ภาวะตลาดหุ้นไทย – ตุลาคม 2565

ตลาดหุ้นไทยเดือนตุลาคม SET Index ปิดที่ระดับ 1,608.76 จุด เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1.21% จากเดือนก่อน โดยปรับลงในช่วงครึ่งเดือนแรกตามทิศทางตลาดหุ้นโลก กดดันจากความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยมากขึ้น เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯยังปรับสูงกว่าที่ตลาดคาด และ FED จะยังคงนโยบายทางการเงินที่ตึงตัวต่อไป อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นโลกสามารถฟื้นตัวขึ้นในครึ่งเดือนหลัง จากความคาดหวังว่า FED จะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยช้าลงหลังการประชุมเดือนพฤศจิกายน ทำให้มีเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้น รวมถึงการคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังปัญหาน้ำท่วมคลี่คลาย และรัฐอาจจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี นอกจกนี้ ผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ที่ทยอยประกาศออกมาก็มีแนวโน้มเติบโตดี ทำให้ SET Index มีการปรับตัวขึ้นได้

สำหรับปัจจัยกดดันจากต่างประเทศนั้น หลังจากสหรัฐฯรายงานเงินเฟ้อประจำเดือนกันยายนออกมาที่ 8.3% มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 8.1% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานนั้นอยู่ที่ 6.6% มากกว่าที่ตลาดคาดที่ 6.5% เช่นกัน โดยมีปัจจัยผลักดันหลักจากราคาอาหารและค่าเช่าบ้าน ทำให้ตลาดปรับเพิ่มโอกาสที่ FED จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งต่อไปอีก 75 bps ซึ่งจะเป็นการขึ้นที่ 75 bps ครั้งที่ 4 และตลาดคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ จะไปจบที่ 5% ในสิ้นปี 2565 จากสถานการณ์ข้างต้นสร้างความกังวลต่อนักลงทุนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงสภาวะถดถอยได้ นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย โดยทางรัสเซียได้เรียกระดมพลถึงสามแสนนาย ปรับเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีที่เน้นไปยังโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนมากขึ้น เพื่อตอบโต้ที่สะพานเชื่อมรัสเซีย-ไครเมียนั้นถูกทำลาย โดยความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินต่อไปเมื่อรวมกับการลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC+ กลายเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง และทำให้ปัญหาเงินเฟ้อคลี่คลายได้ยาก

ภาวะตลาดหุ้นไทย – กันยายน 2565

ตลาดหุ้นไทยเดือนกันยายน SET Index ปิดที่ระดับ 1,589.51 จุด ลดลง 3.02% จากเดือนก่อน แม้จะมีปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว แต่ความกังวลเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาที่มากกว่าคาด กลายเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่ทำให้ SET Index ปรับตัวลดลงในเดือนนี้

สำหรับสถานการณ์ในต่างประเทศนั้น ล่าสุดสหรัฐอเมริกาได้ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อที่ 8.3% แม้ว่าจะน้อยกว่าเดือนก่อนที่ 8.5% แต่ยังเป็นตัวเลขที่มากกว่าตลาดที่ 8.1% นอกจากนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่ปรับลดลงและคงระดับอยู่ที่ 6.3% โดยมีสาเหตุมาจากตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่งประกอบกับค่าเช่าบ้านที่ปรับตัวขึ้นตามราคาที่อยู่อาศัย จึงสร้างความกังวลว่า FED จะยังคงนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่รุนแรงเพื่อสร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจ แม้จะต้องแลกมาด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงก็ตาม โดยการประชุมล่าสุด FED ยังคงประกาศการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ 75 bps และจากสถานการณ์ข้างต้น ทำให้นักลงทุนคาดว่ายังมีโอกาสที่ FED จะเพิ่มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ 75 bps ได้อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน โดยรายงาน Dot Plot ชี้ว่า FED คาดอัตราดอกเบี้ยปี 2022 และ 2023 จะอยู่ที่ 4.375% และ 4.625% ตามลำดับ ทิศทางดังกล่าวสร้างความกังวลต่อโอกาสในการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย นำไปสู่ความผันผวนต่อตลาดพันธบัตรและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐอเมริกาได้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐได้เข้าสู่ระดับ 3.57% สูงที่สุดในรอบ 12 ปี ผลักดันให้เงินดอลล่าสหรัฐฯ แข็งค่าจนกดค่าเงินบาททะลุ 38 บาท

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยรัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2565 ที่ 10 ล้านคนหรือประมาณ 25% ของจำนวนนักท่องเที่ยวในระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ในปี 2019 ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ยังคงอยู่ในทิศทางสนับสนุนการฟื้นตัว ทางธนาคารแห่งประเทศไทยปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก 25 bps โดยให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าการพยุงค่าเงินบาท โดยธนาคารแห่งประเทศไทยให้เหตุผลว่าสาเหตุการอ่อนค่าของเงินบาทนั้นเกิดจากการแข็งค่าผิดปกติของเงินดอลล่าสหรัฐฯ โดยจะสังเกตได้จากการอ่อนค่าของเงินเกือบทุกสกุล ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยตาม FED อาจจะไม่ได้ช่วยบรรเทาปัญหาเงินบาทอ่อนลงมากนัก ในทางกลับกันเศรษฐกิจประเทศไทยยังอยู่ในช่วงการฟื้นตัว การขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากเกินไปอาจกลายเป็นการสร้างภาระให้แทน ส่วนในเรื่องความกังวลว่าค่าเงินบาทอ่อนค่านั้นจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการนำเข้าที่จะต้องซื้อสินค้าจากต่างประเทศในราคาที่สูงขึ้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้เหตุผลว่าการส่งผ่านต้นทุนการนำเข้าสู่ผู้บริโภคนั้นอยู่ในระดับที่จำกัด นอกจากนี้ ประเทศจีนที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าหลักมายังประเทศไทยก็มีค่าเงินที่อ่อนค่าใกล้เคียงกับประเทศไทย ทำให้ผลกระทบในส่วนนี้ยังคงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ จากปัจจัยเฉพาะตัวของประเทศไทยข้างต้น ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงที่ 3.02% น้อยกว่าตลาดหุ้นในประเทศอื่น ๆ

สรุปในเดือนกันยายน หุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุด คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 17.1% กลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการ 6.4% และกลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง 4.1% ในขณะที่กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเป็นลบมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการเกษตร -11.6% กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ -9.5% และกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ -6.1% โดยนักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาขายที่ 2.4 หมื่นล้านบาท หลังจากซื้อสุทธิที่ 5.7 หมื่นล้านบาทในเดือนก่อน นักลงทุนทั่วไปภายในประเทศซื้อสุทธิ 2.6 หมื่นล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 0.3 หมื่นล้านบาท และนักลงทุนสถาบันภายในประเทศขายสุทธิ 0.5 หมื่นล้านบาท