ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – ธันวาคม 2564

ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีมติเป็นเอกฉันท์ 11-0 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย Federal Funds Rate ไว้ที่ 0-0.25% ตามการคาดการณ์ของตลาด หลังการประชุมประธาน FED ได้ประกาศเร่งการลด QE เป็น 2 เท่า โดยจะลดวงเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาล และวงเงินซื้อสินทรัพย์ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยค้ำประกันไปพร้อมกันตามสัดส่วน 2 และ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน รวม 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมกราคม 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากอัตราเดิมที่ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ทำให้ QE สำหรับในช่วงการแพร่ระบาดนี้จะสิ้นสุดเร็วขึ้นเป็นในช่วงปลายเดือนมีนาคม จากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน เนื่องจากประเมินว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งขึ้น ในขณะที่ตลาดแรงงานฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ FED ได้ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีหน้า โดย Dot Plot ล่าสุดระบุว่าสมาชิก FED ส่วนใหญ่มีมุมมองต่อการขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปี 2022 ซึ่งเร็วกว่าการคาดการณ์ของตลาดที่ 2 ครั้ง นอกจากนี้ สมาชิก FED ยังมีมุมมองต่อการขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 2023 ด้วย อย่างไรก็ตาม โพเวลระบุว่า FED จะยังไม่ปรับดอกเบี้ยขึ้นจนกว่าการลด QE จะสิ้นสุดลง ในขณะที่การแพร่ระบาดของโอไมครอนไม่ใช่ประเด็นหลักที่น่ากังวล โดยโพเวลคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดในครั้งนี้ได้ ทางด้านเงินเฟ้อ FED ประเมินว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากภาวะความไม่สมดุลระหว่างภาคอุปสงค์และอุปทาน โดยประเมินว่าเงินเฟ้อไม่ใช่ปัจจัยชั่วคราวอีกต่อไป และปรับคาดการณ์เงินเฟ้อในปีนี้และปีหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 5.3% และ 2.6% จากเดิมที่ 4.2% และ 2.2% ตามลำดับ รวมถึงมีมุมมองว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับเหนือเป้าหมายที่ 2.0% ไปจนถึงปี 2024 ทั้งนี้ FED ยังได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ลงจาก 5.9% เป็น 5.5% เนื่องจากผลกระทบของโควิด-19 และการชะงักงันภาคอุปทาน และปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจในปีหน้าเป็น 4.0% จากเดิมที่ 3.8% ด้านตลาดแรงงานฟื้นตัวเร็วกว่าคาด ทำให้ FED ปรับลดคาดการณ์การว่างงานในปีนี้และปีหน้าลงเหลือ 4.3% และ 3.5% จากเดิมที่ 4.8% และ 3.8% ตามลำดับ

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การระบาดของโอไมครอนยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญในระยะข้างหน้า รวมทั้งมาตรการภาครัฐในการควบคุมการแพร่ระบาดควรเอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยรวม กนง. ยังให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ และพร้อมใช้นโยบายที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น ธปท. คาดเศรษฐกิจไทยในปี 2021-2023 ขยายตัวที่ 0.9%, 3.4% และ 4.7% ตามลำดับ จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าจะขยายตัว 0.7% และ 3.9% ตามลำดับ เนื่องจากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศและภาคการท่องเที่ยวจากการทยอยกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ธปท. คาดการณ์ว่าโอไมครอนจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2565

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ตลาดรับทราบข่าวการลดการผ่อนคลายทางการเงินในไม่ช้า ยกเว้นอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะสั้นที่ปรับลงมามากจากความต้องการพักเงินในช่วงข้ามปี โดยผลการประมูลพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยรุ่นอายุประมาณ 3 เดือนในสัปดาห์สุดท้ายของปีเฉลี่ยอยู่ที่ 0.3906% ทิศทางการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในเดือนนี้เป็นการซื้อสุทธิทั้งพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและระยะยาว นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิพันธบัตรรัฐบาลไทยรวม 5.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการซื้อสุทธิพันธบัตรระยะสั้น 3.3 หมื่นล้านบาท ซื้อสุทธิพันธบัตรระยะยาว 2.2 หมื่นล้านบาท เมื่อหักพันธบัตรที่ครบกำหนดแล้ว คงเหลือการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 1.02 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 1.66 แสนล้านบาท

ตารางเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐ

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – พฤศจิกายน 2564

ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีมติเป็นเอกฉันท์ 11-0 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย Federal Funds Rate ไว้ที่ 0-0.25% ตามการคาดการณ์ของตลาด และระบุเช่นเดิมว่าจะคงอยู่ที่ระดับดังกล่าวจนกว่าตลาดแรงงานจะอยู่ในระดับที่คณะกรรมการประเมินว่าเป็นระดับการจ้างงานเต็มอัตราและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 2% และเกินระดับดังกล่าวพอสมควรเป็นระยะเวลาหนึ่ง หลังการประชุมประธาน FED ประกาศลด QE อย่างเป็นทางการโดยจะลดวงเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาล (ABS) และวงเงินซื้อสินทรัพย์ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยค้ำประกัน (MBS) ไปพร้อมกันตามสัดส่วน 10 และ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมนี้ และมีแนวโน้มจะลด QE ในความเร่งดังกล่าวในเดือนถัดไป อย่างไรก็ตาม อัตราความเร่งในการลด QE ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจและตลาดแรงงานแข็งแกร่งขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ประธาน FED ส่งสัญญาณว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะขึ้นดอกเบี้ย โดยระบุว่าเป้าหมายการจ้างงานสูงสุด ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ยังไม่บรรลุ ทั้งในส่วนของการจ้างงานและการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน ทั้งนี้ การประกาศลด QE เป็นการตัดสินใจที่แยกจากการขึ้นดอกเบี้ย โดยการลด QE ในครั้งนี้เนื่องจาก FED บรรลุเป้าหมายความคืบหน้าที่ตั้งไว้เมื่อเดือนธันวาคม 2020 ในขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยยังคงต้องประเมินตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป ในเรื่องของเงินเฟ้อ FED มองว่าเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสูงอย่างมากเป็นปัจจัยชั่วคราว (เงินเฟ้อ PCE เดือน ก.ย. เร่งตัวขึ้นเป็น 4.4%YoY สูงสุดในรอบ 30 ปี เหนือเป้าหมาย FED ที่ 2% อย่างมาก) เกิดจากความไม่สมดุลกันระหว่างอุปสงค์และอุปทานจากการเปิดเมือง ทำให้เกิดภาวะอุปทานขาดแคลน แต่ไม่เกิดจากภาวะตลาดแรงงานที่ตึงตัว โดยนายโพเวลยอมรับว่ายากที่จะประเมินว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่ระดับปกติเมื่อไหร่ แต่ระบุว่าการดำเนินการของ FED เหมาะสมแล้วกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) มีมติ 7-2 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.1% และคงวงเงินการเข้าซื้อสินทรัพย์ สวนทางกับที่ตลาดการเงินคาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 15bps ในการประชุมรอบนี้ ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ขยายตัวสูงและการออกมาพูดส่งสัญญาณถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้ โดยเฉพาะจากนาย Andrew Bailey ผู้ว่าฯ BOE ในช่วงก่อนหน้านี้ ทางด้านเงินเฟ้อ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อขึ้น เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยปรับปี 2021 เป็น 4.25% (เดิม 4%) ปี 2022 เป็น 3.5% (เดิม 2.5%) และปี 2023 เป็น 2.25% (เดิม 2%) ส่วนปี 2024 คาดเงินเฟ้อจะขยายตัว 2% ทั้งนี้ BOE คาดเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ระดับก่อน COVID-19 (4Q19) ในไตรมาส 1/2022 ช้ากว่าที่เคยคาดเมื่อเดือนสิงหาคม เล็กน้อยว่าจะเป็นไตรมาส 4 ของปีนี้

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 3 แล้วและเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวจากการผ่อนคลายปิดเมืองและเปิดประเทศ ประกอบกับผลบวกจากการกระจายวัคซีนที่มีความคืบหน้าไปมาก ธปท. คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้และปีหน้าขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในครั้งก่อน ที่ 0.7% และ 3.9% ตามลำดับ ด้วยแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวภายหลังจากการผ่อนคลายปิดเมือง และการทยอยฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งได้ปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกที่แม้จะมีแนวโน้มชะลอลงบ้างตามเศรษฐกิจคู่ค้า และแรงหนุนจากภาครัฐ อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวในระยะข้างหน้ายังคงเปราะบางและมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดภายหลังจากการเปิดประเทศ ในด้านเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ธปท. ประเมินว่าเงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงขึ้นได้ตามราคาพลังงานในตลาดโลกและภาวะชะงักงันของภาคอุปทาน อย่างไรก็ตาม แรงกดดันเงินเฟ้อจากด้านอุปสงค์ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยในระยะปานกลาง ธปท. คาดว่าเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลโดยภาพรวมปรับลดลงมา โดยเฉพาะในช่วงอายุ 10-16 ปี ประมาณ 10-22 bps แม้ว่าระหว่างเดือนอัตราผลตอบแทนจะปรับขึ้นไปบ้างตามทิศทางตลาดพันธบัตรสหรัฐที่นักลงทุนสถาบันแสดงความกังวลตัวเลขเงินเฟ้อมากขึ้น ทิศทางการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในเดือนนี้เป็นการซื้อสุทธิทั้งพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและระยะยาว โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิพันธบัตรรัฐบาลไทยรวม 4.38 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการซื้อสุทธิพันธบัตรระยะสั้น 1.4 หมื่นล้านบาท ซื้อสุทธิพันธบัตรระยะยาว 3 หมื่นล้านบาท เมื่อหักพันธบัตรที่ครบกำหนดแล้ว คงเหลือการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยประมาณ 9.8 แสนล้านบาท โดยการถือครองของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 1.27 แสนล้านบาท

ตารางเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐ

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – ตุลาคม 2564

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป ด้วยมติ 8 : 1 คะแนน โดยคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ 0.1%, ควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่ใกล้ศูนย์ และคงมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ 1 ท่านลงมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์คงทนในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทั้งนี้ ในส่วนของมาตรการซื้อสินทรัพย์ คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงการซื้อ ETFs ไม่เกิน 12 ล้านล้านเยนและ J-REITs ไม่เกิน 1.8 แสนล้านเยนต่อปี และซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชนไม่เกิน 20 ล้านล้านเยนถึงมีนาคม 2022 โดย BOJ ยังส่งสัญญาณว่าจะคงมาตรการซื้อสินทรัพย์และควบคุมอัตราผลตอบแทนไว้ยาวนาน จนกว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ 2% อย่างมีเสถียรภาพ และระบุว่าพร้อมจะผ่อนคลายมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมหากจำเป็น นอกจากนี้ BOJ ปรับลดคาดการณ์ GDP ในปีนี้ โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโต 3.4%YoY จากประมาณการในเดือนกรกฎาคมที่ 3.8%YoY และสำหรับปี 2022 คาดการณ์ว่าจะเติบโต 2.9%YoY จากเดิมที่ 2.7%YoY เนื่องจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กระทบการบริโภคภาคบริการ ในขณะที่ภาวะชะงักงันของภาคอุปทานกระทบการส่งออกและภาคการผลิต ด้านเงินเฟ้อ BOJ ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อในปีนี้ลง จากประมาณการในเดือนกรกฎาคมที่ 0.6%YoY เป็น 0.0%YoY เนื่องจากผลของการปรับฐาน และการปรับลดค่าบริการโทรศัพท์ ทั้งนี้ ในปี 2022 บีโอเจคงคาดการณ์เงินเฟ้อที่ 0.9%YoY

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย แม้จะยังคงชะลอการซื้อสินทรัพย์ในไตรมาสที่ 4 จากเดิมที่ซื้อราว 1.8 และ 1.7 หมื่นล้านยูโรต่อสัปดาห์ในช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 โดยในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ECB ซื้อสินทรัพย์ราว 1.5 หมื่นล้านยูโรต่อสัปดาห์ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวดี ความเชื่อมั่นและการบริโภคภาคเอกชนยังคงแข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับภาวะชะงักงันด้านอุปทานในบางภาคส่วนของเศรษฐกิจ ECB ประเมินว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นและอยู่ยาวนานกว่าที่คาด จากระดับ 3.4% ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี เนื่องจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ภาคอุปสงค์ที่ฟื้นตัวรวดเร็วกว่าภาคอุปทานที่ได้รับผลกระทบจากภาวะคอขวดในภาคอุปทาน และผลจากฐานที่ต่ำจากการปรับสิ้นสุดการลดภาษีมูลค่าเพิ่มในเยอรมนี อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อมีแนวโน้มจะชะลอลงแม้ยังคงอยู่ในระดับสูงในปี 2022 และคาดการณ์ว่าจะกลับเข้าสู่ระดับเป้าหมายที่ราว 2% ในระยะปานกลางและระยะยาว โดย ECB คงการผ่อนคลายทางการเงิน โดยคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit facility) ที่ 0.5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (Marginal lending facility) ที่ 0.25% และอัตราดอกเบี้ย Main refinancing operations ที่ 0.00% พร้อมทั้งคงวงเงินซื้อสินทรัพย์มาตรการ Asset Purchase Program (APP) ที่ 2 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน และมาตรการ Pandemic Emergency Purchase Program (PEPP) ที่ 1.85 ล้านล้านยูโร ไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2022 ตามเดิม

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับเพิ่มขึ้นในทุกช่วงอายุโดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาว จากปัจจัยด้านราคาพลังงาน นโยบายเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่กำลังจะมาถึง และมุมมองจากนักลงทุนว่าธปท. คงไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปอีก อย่างไรก็ตาม ทิศทางการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในเดือนนี้เป็นการซื้อสุทธิทั้งพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและระยะยาว โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิพันธบัตรรัฐบาลไทยรวม 8.9 พันล้านบาท แบ่งเป็นการซื้อสุทธิพันธบัตรระยะสั้น 4.0 พันล้านบาท ซื้อสุทธิพันธบัตรระยะยาว 5.9 พันล้านบาท เมื่อหักพันธบัตรที่ครบกำหนดแล้ว คงเหลือการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยประมาณ 9.4 แสนล้านบาท นอกจากนี้การถือครองของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นเดือนตุลาคม ยังคงเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 8.4 หมื่นล้านบาท

ตารางเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐ

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – กันยายน 2564

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงการผ่อนคลายทางการเงิน โดยคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit Facility) -0.5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (Marginal Lending Facility) 0.25% และอัตราดอกเบี้ย Main Refinancing Operations 0.00% พร้อมทั้งคงวงเงินซื้อสินทรัพย์มาตรการ Asset Purchase Program (APP) ที่ 2 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน และมาตรการ Pandemic

Emergency Purchase Program (PEPP) ที่ 1.85 ล้านล้านยูโร แต่ส่งสัญญาณชะลอความเร่งในการซื้อสินทรัพย์ จากเดิมที่ซื้อเฉลี่ยประมาณ 1.8 หมื่นล้านยูโรต่อสัปดาห์ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 1.7 หมื่นล้านยูโรต่อสัปดาห์ในช่วงไตรมาสที่ 3 เนื่องจากแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ฟื้นตัวได้ดีกว่าคาด ECB จึงปรับขึ้นคาดการณ์ GDP โดยคาดว่าในปี 2021 จะขยายตัว 5.0%yoy จากเดิมที่คาด 4.6%yoy โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง มาตรการกระตุ้นทางการคลัง และแรงหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ECB ปรับลดคาดการณ์ GDP ในปี 2022 ลงเล็กน้อย โดยคาดว่าจะขยายตัว 4.6%yoy จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 4.7%yoy นอกจากนี้ ECB ยังปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อในปีนี้เป็น 2.2% จากเดิม 1.9% เนื่องจากเงินเฟ้อในเดือนสิงหาคมที่พุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปีที่ 3.0% จากราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นกระทบการชะงักงันในห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อในปีหน้าเป็น 1.7% จาก 1.5% อย่างไรก็ตาม ECB ยังคงประเมินว่าเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นเป็นปัจจัยชั่วคราว

ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐ (FOMC) ในเดือนนี้ มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.00-0.25% และคงมาตรการซื้อสินทรัพย์ที่เดือนละ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ตามเดิม อย่างไรก็ตาม ประธาน FED ได้แถลงหลังการประชุมว่าจะประกาศลด QE อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ และมีแนวโน้มว่าจะทยอยลด QE ให้สิ้นสุดในช่วงกลางปี 2022 โดยประเมินจากภาพรวมเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงฟื้นตัวเข้าใกล้สู่เป้าหมาย ในขณะที่ตลาดแรงงานฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะเฟดจะยังประเมินว่าเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวก็ตาม นอกจากนี้ยังมีสมาชิก FED หลายท่านให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าเพิ่มมากขึ้น เมื่อพิจารณาจาก Dot Plot ในปี 2022 สมาชิกมีมุมมองคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 9 เสียง ลดลงจากครั้งก่อนที่ 11 เสียง ในขณะที่มุมมองขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 9 เสียง จาก 7 เสียง สำหรับปี 2023 สมาชิกคาดการณ์ถึงการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ทางด้านตัวเลขเศรษฐกิจ FED ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ในปีนี้ลงจาก 7.0% เป็น 5.9% แต่ปรับเพิ่มคาดการณ์ปีหน้าเป็น 3.8% จากเดิมที่ 3.3% ทั้งนี้ FED ยังคงประเมินว่าเงินเฟ้อเป็นปัจจัยชั่วคราว แต่ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อในปีนี้เป็น 4.2% จาก 3.4% ในขณะที่คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.2% ในปี 2022 และ 2023 และอยู่ที่ 2.1% ในปี 2024 นอกจากนี้ FED ยังปรับคาดการณ์อัตราว่างงานในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 4.8% จาก 4.5% สืบเนื่องจากความเร่งในการฟื้นตัวของตลาดแรงงานชะลอลงตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวจากผลบวกของการกระจายวัคซีนและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด และประเมินว่ามาตรการทางการเงินมีประสิทธิผลมากกว่าการลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งอยู่ในระดับต่ำแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยคงคาดการณ์ GDP ที่ 0.7% ในปีนี้และเพิ่มคาดการณ์ GDP ในปีหน้าเป็น 3.9% จากเดิม 3.7% จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าที่มีแนวโน้มชะลอลง ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวใกล้เคียงกับประมาณการเดิมในเดือนสิงหาคม และในปีหน้ามีแนวโน้มเติบโตใกล้เคียงกับประมาณการในเดือนมิถุนายน จากแรงหนุนการใช้จ่ายภายในประเทศ ในขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มชะลอลงเล็กน้อยจากภาวะขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และเซมิคอนดักเตอร์ ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวประเมินว่าจะใกล้เคียงกับประมาณการในเดือนก่อน และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ในขณะที่ตลาดแรงงานยังคงเปราะบาง ทั้งนี้ แนวโน้มการแพร่ระบาดยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไปจำเป็นต้องพึ่งพาการควบคุมการแพร่ระบาดของภาครัฐ และการสนับสนุนจากนโยบายการคลังด้วย ด้านเงินเฟ้อ มีแนวโน้มชะลอลง โดย ธปท. ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้เป็น 1.0% จากประมาณการในเดือนมิถุนายนที่ 1.2% จากอุปสงค์ในประเทศที่ยังคงอ่อนแอ และปรับเพิ่มเงินเฟ้อในปีหน้าเป็น 1.4% จากเดิมที่ 1.2% โดยในระยะปานกลาง ธปท. คาดว่าเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับเพิ่มขึ้นในทุกช่วงอายุโดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาว ตามทิศทางของตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีการเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนว่า FED กำลังจะลดปริมาณ QE และมีแนวโน้มที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ในปีหน้า นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในเดือนนี้เปลี่ยนมาเป็นการขายสุทธิทั้งพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและระยะยาว โดยในเดือนนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิพันธบัตรรัฐบาลไทยรวม 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการขายสุทธิพันธบัตรระยะสั้น 2 หมื่นล้านบาท ขายสุทธิพันธบัตรระยะยาว 1.6 หมื่นล้านบาท เมื่อหักพันธบัตรที่ครบกำหนดแล้ว คงเหลือการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยลดลงเหลือประมาณ 9.2 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยอดการถือครองของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นเดือนกันยายน ยังคงเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 6.7 หมื่นล้านบาท

ตารางเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐ

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – สิงหาคม 2564

ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คงนโยบายการเงินเดิมตามคาดการณ์ของตลาด โดยมีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.1% และมีมติ 7-1 คงวงเงินการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่อัตรา GBP875bn โดยมีกรรมการท่านหนึ่งสนับสนุนให้ลดวงเงินการเข้าซื้อสินทรัพย์ลงเป็น GBP830bn BOE มีมุมมองต่อสภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นในระยะกลางและมองว่าจะมีอุปสงค์ส่วนเกินเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่เหลือของปีนี้และปีถัดไป ซึ่งจะหนุนให้นโยบายการเงินต้องมีความตึงตัวขึ้น โดยเฉพาะจากเงินเฟ้อที่คาดจะพุ่งขึ้นสูงและอยู่เหนือระดับเป้าหมาย 2% ในระยะกลาง และคาดเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 4.0% ในไตรมาส 4 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากที่เคยคาดไว้ที่ 2.5% ในเดือนพ.ค. จากรายงานเงินเฟ้อที่ออกมาขยายตัวสูงกว่าคาด (2.5% เดือน มิ.ย.) และผลของการเปิดเศรษฐกิจ รวมถึงต้นทุนของผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี BOE มองว่าจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยคาดเงินเฟ้อจะชะลอลงเป็น 2.5% ในปี 2022 (เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาด 2.0%) และชะลอลงเป็น 2.0% ในปี 2023 ผู้ว่าฯ BOE ระบุว่าแม้การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อมาจากปัจจัยชั่วคราว แต่การที่เงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ได้ในระยะกลางนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องลดมาตรการผ่อนคลายบางส่วน ส่วนด้านประมาณการเศรษฐกิจ ได้มีการคงคาดการณ์ GDP ปีนี้ไว้ที่ 7.25% แต่ปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2022 ขึ้นเป็น 6.0% จากที่คาด 5.0% ในเดือนพ.ค. นอกจากนี้ BOE คาดว่าอัตราการว่างงานจะอยู่ที่ระดับ 4.75% ในปีนี้ ลดลงจากที่คาด 5.0% ในเดือน พ.ค. และคาดจะลดลงอยู่ที่ระดับ 4.25% ในปี 2023 (เท่ากับคาดการณ์เดิม)

รายงานการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) ของเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาชี้ว่า คณะกรรมการส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง และเห็นควรให้เริ่มลด QE ภายในปีนี้ แต่ยังไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ เนื่องจากคณะกรรมการยังคงต้องการเห็นการฟื้นตัวของตลาดแรงงาน โดยประธาน FED ได้แสดงปาฐกถาในงานสัมมนาประจำปีที่แจ็คสันโฮล สนับสนุนการลด QE ในปีนี้ เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวเร็วกว่าคาดการณ์ จน GDP สหรัฐฯ พุ่งเหนือระดับก่อนเกิดโควิด-19 แล้ว อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ฟื้นตัวช้ากว่าเศรษฐกิจ ปัจจุบันอัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 5.4% ของกำลังแรงงานรวม และเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% ไม่สามารถมองข้ามได้ แม้จะมีแนวโน้มชะลอลงและเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว ดังนั้น จึงเห็นควรเริ่มลด QE ในปีนี้ แม้ในระยะสั้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้า โพเวลส่งสัญญาณว่า การขึ้นดอกเบี้ยยังห่างไกลและไม่เกี่ยวข้องกับการลด QE เนื่องจาก FED ใช้วิธีที่แตกต่างกันในการพิจารณานโยบายทั้งสองแบบ FED จะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบันจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะกลับเข้าสู่ระดับการจ้างงานเต็มที่ และเงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% ซึ่งโพเวลระบุว่ายังคงมีปัจจัยอีกมาก รวมถึงจำเป็นต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าการจ้างงานจะเข้าสู่ระดับสูงสุดตามที่ FED ตั้งเป้าหมายไว้

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 เสียงให้คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% เนื่องจากมองว่ามาตรการทางการเงินมีประสิทธิผลมากกว่าการลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งอยู่ในระดับต่ำแล้ว ในขณะที่คณะกรรมการอีก 2 ท่านเห็นว่าควรลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อเป็นมาตรการเสริมในการช่วยพยุงเศรษฐกิจและรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ คณะกรรมการ 1 ท่านลาประชุม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดคาดการณ์จีดีพีมาอยู่ที่ 0.7% ปี 2021 และ 3.7% ในปี 2022 จากประมาณการเดิม ณ เดือนมิถุนายนที่ 1.8% และ 3.9% ตามลำดับ จากการระบาดของไวรัสระลอกใหม่ส่งผลกระทบมากกว่าที่ประเมินไว้และยังมีความเสี่ยงสำคัญจากการแพร่ระบาดที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยประเมินว่า ในกรณีฐานจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยเพียง 1.5 แสนคน จากเดิมที่คาด 7 แสนคน ด้านตลาดแรงงานเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ จาก พรก. กู้เงินฉบับล่าสุด และการส่งออกที่ยังคงขยายตัวดีต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท. ยังเห็นว่ามาตรการภาครัฐและการประสานนโยบายมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเร่งจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพเพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้ยืดเยื้อ

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุไม่เกิน 1 ปีไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงนัก ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลระยะยาวไม่มีทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนนัก ท่ามกลางความกังวลสภาพเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในระลอกนี้ ในขณะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดี ทำให้ตลาดมีความกังวลถึงโอกาสที่ FED จะลดการผ่อนคลายนโยบายการเงินลง ทำให้อัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับขึ้นเล็กน้อย ในเดือนนี้นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิพันธบัตรรัฐบาลไทย เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าถึง 4.76 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการซื้อสุทธิพันธบัตรระยะสั้น 2.92 หมื่นล้านบาท ซื้อสุทธิพันธบัตรระยะยาว 1.84 หมื่นล้านบาท เมื่อหักพันธบัตรที่ครบกำหนดแล้ว คงเหลือการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยรวมประมาณ 9.7 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 1.12 แสนล้านบาท

ตารางเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐ

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – กรกฎาคม 2564

การประชุมนโยบายการเงินในช่วงกลางเดือนของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ปรับลดประมาณ GDP ปี 2021 ลงมาที่ 3.8% จาก 4.0% ที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ขณะที่เพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขึ้นมาที่ 0.6% จาก 0.1% และประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อระยะปานกลางถึงยาวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ BOJ มีมาตรการสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจนถึงปีงบประมาณ 2030 ด้วยการให้สินเชื่อดอกเบี้ย 0% อายุ 1 ปีแก่สถาบันการเงินเพื่อปล่อยกู้และสนับสนุนการลงทุนด้านเศรษฐกิจสีเขียว โดยสามารถต่ออายุได้ไม่จำกัด ขณะที่ตลาดประเมินว่า BOJ จะสนับสนุนดอกเบี้ยบางส่วนแก่สถาบันการเงิน ทางด้านสัญญาณนโยบายการเงิน BOJ ยังคงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ -0.1% ควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่ใกล้ศูนย์และคงมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อ ด้านมาตรการซื้อสินทรัพย์ คงกำหนดการซื้อ ETFs ไม่เกิน 12 ล้านล้านเยน และ J-REITs ไม่เกิน 1.8 แสนล้านเยนต่อปี และซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชนไม่เกิน 20 ล้านล้านเยนถึงกันยายนปีนี้ ทั้งนี้ BOJ ส่งสัญญาณจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับเป้าหมายเงินเฟ้อระยะกลางโดยกำหนดไว้ที่ 2% จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อที่ใกล้เคียงแต่ต่ำกว่า 2% พร้อมทั้งส่งสัญญาณว่าจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่าเงินเฟ้อจะเข้าสู่เป้าหมายเงินเฟ้อระยะกลางที่ 2% อย่างมีเสถียรภาพ สะท้อนว่า ECB จะยอมให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงเกินกว่า 2% ได้เป็นการชั่วคราว โดย ECB จะคงปริมาณการซื้อสินทรัพย์ไปจนถึงเดือนมีนาคม 2022 เป็นอย่างน้อยหรือจนกว่าวิกฤตโควิดจะจบลง ในไตรมาสนี้ ECB เพิ่มขนาดการซื้อสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญที่ 1.4 หมื่นล้านยูโรต่อสัปดาห์ในไตรมาสแรก และ 1.8 หมื่นล้านยูโรต่อสัปดาห์ในไตรมาสที่สองของปีตามลำดับ และคงการผ่อนคลายทางการเงิน โดยคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit facility) ที่ -0.5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (Marginal lending facility) 0.25% และอัตราดอกเบี้ย Main refinancing operations 0.00% พร้อมทั้งคงวงเงินซื้อสินทรัพย์มาตรการ Asset Purchase Program (APP) ที่ 2 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน และมาตรการ Pandemic Emergency Purchase Program (PEPP) ที่ 1.85 ล้านล้านยูโร

ในช่วงปลายเดือนมีการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) โดยมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.00%-0.25% และคงมาตรการซื้อสินทรัพย์ที่เดือนละ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ต่อไป จนกว่าการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อจะมีพัฒนาที่ชัดเจนตามเป้าหมาย นายเจอโรม โพเวล ประธานเฟดแถลงหลังการประชุมว่า อีกสักพักกว่าจะเริ่มลดขนาดมาตรการซื้อสินทรัพย์เนื่องจากแม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ถึงระดับที่เฟดตั้งเป้าหมายไว้โดยเฉพาะตลาดแรงงานและภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากที่สุด พร้อมกันนี้ยังมองว่าการระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้าเป็นประเด็นที่ยังไม่น่าไว้วางใจ แม้ว่าปัจจุบันสหรัฐฯ จะฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มไปแล้วถึง 57% และได้รับวัคซีนครบจำนวนแล้ว 49% คณะกรรมการ FOMC จึงจะประเมินพัฒนาของเศรษฐกิจในการประชุมครั้งต่อๆ ไป

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุไม่เกิน 1 ปีไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงนัก ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลระยะยาวช่วงอายุ 10-30 ปีปรับลดลงมา 18-25 Bps ตามความกังวลสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 และอยู่ในทิศทางเดียวกับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ที่อัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับลดลงแรงอีกครั้งหลังมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าเพิ่มขึ้น โดยระหว่างเดือนอัตราผลตอบแทน 10 ปี ลดลงไปต่ำสุดที่ 1.19% ก่อนที่จะปิดสิ้นเดือนที่ 1.24% ในเดือนกรกฎาคม 2564 นักลงทุนต่างชาติลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยลง 8.2 พันล้านบาท แบ่งเป็นการซื้อสุทธิพันธบัตรระยะสั้น 3.1 พันล้านบาท ซื้อสุทธิพันธบัตรระยะยาว 6.3 พันล้านบาท เมื่อหักพันธบัตรที่ครบกำหนดแล้ว คงเหลือการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยรวมประมาณ 9.15 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาท

ตารางเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐ

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – มิถุนายน 2564

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณเร่งขนาดการซื้อสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญในระยะข้างหน้า จากเดิมที่ซื้อ 1.4 หมื่นล้านยูโรต่อสัปดาห์ เพื่อชะลอการเร่งตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ประธาน ECB ย้ำว่ายังเร็วเกินไปที่จะหยุดมาตรการช่วยเหลือ เนื่องจาก ECB ยังห่างจากเป้าหมายเงินเฟ้อ แม้ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจจะลดลง ECB คงการผ่อนคลายทางการเงิน โดยคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit Facility) ที่ 0.5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (Marginal Lending Facility) ที่ 0.25% และอัตราดอกเบี้ย Main Refinancing Operations ที่ 0.00% พร้อมทั้งคงวงเงินซื้อสินทรัพย์มาตรการ Asset Purchase Program (APP) ที่ 2 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน และมาตรการ Pandemic Emergency Purchase Program (PEPP) ที่ 1.85 ล้านล้านยูโร โดย ECB จะการคงซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการ PEPP ไปจนถึงมีนาคม 2022 ด้านประมาณการเศรษฐกิจ ECB ปรับขึ้นคาดการณ์ GDP โดยในปี 2021 คาดว่าจะขยายตัว 4.6%YoY จากเดิมที่คาด 4.0% ในปี 2022 คาดว่าจะขยายตัว 4.7%YoY จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 4.1%YoY และเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อในปีนี้เป็น 1.9% จาก 1.5% เนื่องจากประเมินว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบน้อยลงต่อเศรษฐกิจ ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจหลัก คือ (1) อัตราการฉีดวัคซีนที่เร่งเร็วขึ้น และจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (2) มาตรการกระตุ้นทางการคลัง และ (3) แรงหนุนการส่งออกจากการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในตลาดโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐ รวมทั้งมาตรการทางการเงินจะช่วยจำกัดผลกระทบดังกล่าวได้

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีมติเป็นเอกฉันท์ (11-0) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย Federal Funds Rate ไว้ที่ระดับต่ำ 0-0.25% ตามการคาดการณ์ของตลาด ด้านการเข้าซื้อสินทรัพย์ จะยังคงเข้าซื้อสินทรัพย์ที่อัตราปัจจุบัน USD120bn ต่อเดือนเป็นอย่างน้อย แบ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาล (Treasury) เดือนละ USD80bn และตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน ซึ่งออกโดยหน่วยงานภาครัฐ (MBS) เดือนละ USD40bn โดย FED ระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโดยหลักยังขึ้นอยู่กับการระบาดของไวรัส ซึ่งความคืบหน้าของวัคซีนจะช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากวิกฤตครั้งนี้ อย่างไรก็ดี FED มีท่าที Hawkish ขึ้นอย่างมาก สะท้อนผ่านแนวโน้มของดอกเบี้ยหรือ Dot plot ที่ชี้ว่าดอกเบี้ยจะปรับขึ้น 2 ครั้ง ภายในปี 2023 จากเดิมที่จะคงดอกเบี้ยตลอดจนสิ้นปี 2023 โดยคณะกรรมการ 13 จากทั้งหมด 18 ท่าน มองดอกเบี้ยจะปรับขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้ง ภายในปี 2023 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนในเดือน มี.ค.ที่มี 7 ท่าน ซึ่งในจำนวนนั้นมีคณะกรรมการถึง 11 ท่านที่มองดอกเบี้ยจะปรับขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้งในปี 2023 นอกจากนี้ มีคณะกรรมการถึง 7 ท่านที่มองดอกเบี้ยจะปรับขึ้นตั้งแต่ปี 2022 (เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่มี 4 ท่าน)

ในการประชุมวันที่ 23 มิ.ย. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% ตามคาดการณ์ โดย กนง. ยังคงหนุนการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายดังในปัจจุบัน และมุ่งเน้นไปยังการกระจายสภาพคล่องในวงกว้างมากขึ้น การประชุมมีประเด็นที่สำคัญคือ ด้านเศรษฐกิจ กนง.ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2021 และ 2022 ลงมาอยู่ที่ 1.8% และ 3.9% ตามลำดับ (vs.

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – พฤษภาคม 2564

ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คงนโยบายการเงินเดิมตามคาดการณ์ของตลาด โดยมีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.1% และมีมติ 8-1 คงวงเงินการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่อัตรา GBP895bn อย่างไรก็ดี BOE จะลดอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์จาก GBP4.4bn/ สัปดาห์ เป็น GBP3.4bn/ สัปดาห์ โดยการปรับเปลี่ยนดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของนโยบายการเงิน และยังไม่ลดความผ่อนคลายของนโยบายการเงินจนกว่าจะมีเครื่องยืนยันชัดเจนว่าเศรษฐกิจกำลังกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพและเงินเฟ้อจะเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% ได้อย่างยั่งยืน BOE มองเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ท่ามกลางการแจกจ่ายวัคซีนที่รวดเร็วหนุนให้เศรษฐกิจน่าจะกลับมาเปิดทำการตามปกติได้นับตั้งแต่เดือน มิ.ย.นี้ตามแผนการของรัฐบาล โดย BOE ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ขึ้นอย่างมากเป็น 7.25% จากที่คาด 5.0% ในเดือน ก.พ. และระบุว่าเศรษฐกิจอังกฤษจะกลับเข้าสู่ระดับก่อน COVID-19 ได้ภายในสิ้นปีนี้ เร็วขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะเป็นไตรมาส 1/2022 ส่วนเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมาขยายตัวต่ำกว่าเป้าที่ 2.0% (0.7%YoY เดือน มี.ค.) จากผลกระทบของ COVID-19 แต่คาดจะเร่งตัวขึ้นในระยะใกล้หลังผลกระทบดังกล่าวทยอยหมดไป โดยคาดจะขยายตัวเกินเป้าหมายชั่วคราวในช่วงปลายปีจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเป็นสำคัญ และชะลอลงอยู่ใกล้เป้าหมายที่ 2.0% ในระยะกลาง

ทางด้านการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) เดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น 0.8% MoM มากที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2009 ต่อเนื่องจาก 0.6% ในเดือนก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวขึ้นเป็น 4.2% YoY (2.6% เดือนก่อน) สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 จากผลของฐานต่ำในช่วงเดียวกันปีก่อนที่เกิดการระบาดรุนแรงของ COVID-19 และสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 3.6% ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 0.9% MoM มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1982 ต่อเนื่องจาก 0.3% ในเดือนก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 0.3% และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเร่งตัวขึ้นเป็น 3.0% YoY (1.6% เดือนก่อน) สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1996 จากผลของฐานต่ำ และสูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 2.3%

จำนวนผู้ว่างงานขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ลดลง 3.4 หมื่นราย เป็น 4.73 แสนราย ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 8 พ.ค. ต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดรุนแรงของ COVID-19 ในกลางเดือน มี.ค. 2020 และดีกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 4.90 แสนราย สะท้อนตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวต่อเนื่องตามการเปิดทำการตามปกติ โดยเฉพาะธุรกิจบริการ รวมทั้งการฉีดวัคซีนและอุปสงค์ของผู้บริโภค ส่วนจำนวนผู้ว่างงานขอรับสวัสดิการต่อเนื่อง (Continuing Claims) ลดลง 4.5 หมื่นราย เป็น 3.66 ล้านราย ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 พ.ค. แย่กว่าคาดการณ์ของตลาดเล็กน้อยที่ 3.65 ล้านราย ด้านผู้ว่างงานขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกผ่านโครงการ Pandemic Unemployment Assistance (PUA) ที่ให้สวัสดิการพิเศษแก่ผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิผ่านสวัสดิการแบบปกติ เช่น ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระและผู้รับเหมาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2.0 พันราย เป็น 1.04 แสนราย ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 8 พ.ค.

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงาน GDP ไทยหดตัว 2.6%YoY ใน Q1/2021 หดตัวในอัตราที่น้อยกว่าตลาดคาด (-3.3%YoY) และหดตัวลดลงจากไตรมาสก่อน (-4.2%YoY) โดยยังคงมีปัจจัยฉุดหลักจากการท่องเที่ยว และการระบาดของไวรัสรอบใหม่กระทบการบริโภคในประเทศ สศช. ลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2021 ลงมาขยายตัวที่ 1.5-2.5% (ค่ากลางที่ 2.0%) จากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.5-3.5% (ค่ากลางที่ 3.0%) เนื่องจากการระบาดของไวรัสที่รุนแรงขึ้นในไทย และการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส ทำให้มองนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยเพียง 5 แสนคนในปีนี้ และการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในอัตราชะลอตัวลง

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ทั้งนี้ กนง. ย้ำถึงการเร่งฉีดวัคซีนในประเทศและการให้ความช่วยเหลือที่ตรงจุดแก่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อลดทอนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในรอบที่สาม และหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การประชุมมีประเด็นที่สำคัญคือ ด้านเศรษฐกิจ เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในรอบที่สาม ซึ่งจะส่งผลให้การใช้จ่ายภาคเอกชนชะลอลง และการฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยวล่าช้าออกไป ขณะที่การส่งออกและการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของภาครัฐถูกคาดหวังให้เป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ในเอกสารแนบท้าย ธปท. เผยว่าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัว 2% ในปีนี้ (+4.7% ในปี 2022F) หากภาครัฐสามารถจัดหาวัคซีน 100 ล้านโดสได้ตามเป้าภายในสิ้นปี ด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นชั่วคราวในไตรมาส 2 จากแรงหนุนของฐานที่ต่ำในปีก่อน ด้านการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายของ ธปท. ด้านสภาพคล่อง สภาพคล่องโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง แต่การกระจายตัวยังไม่ทั่วถึงตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับต่ำ ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทเทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่ากว่าภูมิภาค โดยจะติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนนี้ อัตราผลตอบแทนโดยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุไม่เกิน 6 เดือนปรับขึ้นเล็กน้อยจากการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ โดยขายสุทธิประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท แต่ซื้อสุทธิพันธบัตรระยะยาวประมาณ 1.18 หมื่นล้านบาท เมื่อหักพันธบัตรที่ครบกำหนดแล้ว คงเหลือการถือครองพันธบัตรรัฐบาลรวมประมาณ 8.83 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท

ตารางเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐ

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – เมษายน 2564

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงการผ่อนคลายทางการเงิน แต่ส่งสัญญาณเพิ่มการเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit Facility) ที่ -0.50% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (Marginal Lending Facility) ที่ 0.25% และอัตราดอกเบี้ย Main Refinancing Operations ที่ 0.00% พร้อมทั้งคงวงเงินซื้อสินทรัพย์มาตรการ Asset Purchase Program (APP) ที่ 2 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน และมาตรการ Pandemic Emergency Purchase Program (PEPP) ที่ 1.85 ล้านล้านยูโร โดย ECB ยืนยันจะซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการ PEPP อย่างน้อยจนถึงมีนาคม 2022 ECB ส่งสัญญาณเพิ่มการเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากกังวลว่าอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเร็วจะกระทบต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แถลงการณ์ระบุว่า ปริมาณซื้อสินทรัพย์ในมาตรการ PEPP น้อยกว่าปกติในไตรมาสที่ 1 แต่ ECB มีแผนจะเพิ่มขนาดการซื้อสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญในระยะเวลาข้างหน้า นอกจากนี้ ประธาน ECB ได้กล่าวว่า เศรษฐกิจยูโรโซนเสี่ยงหดตัวในไตรมาสที่ 1/2021 จากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ที่ส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคกลับมาใช้มาตรการปิดเมืองอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตาม ECB ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า จากการกระจายวัคซีนของประเทศต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัว โดย ECB คาดเศรษฐกิจและเงินเฟ้อปีนี้ที่ 4.0% จาก 3.9% และ 1.5% จาก 1.0% ตามลำดับ

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย – มีนาคม 2564

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงการผ่อนคลายทางการเงิน แต่ส่งสัญญาณเพิ่มการเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit Facility) ที่ -0.50% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (Marginal Lending Facility) ที่ 0.25% และอัตราดอกเบี้ย Main Refinancing Operations ที่ 0.00% พร้อมทั้งคงวงเงินซื้อสินทรัพย์มาตรการ Asset Purchase Program (APP) ที่ 2 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน และมาตรการ Pandemic Emergency Purchase Program (PEPP) ที่ 1.85 ล้านล้านยูโร โดย ECB ยืนยันจะซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการ PEPP อย่างน้อยจนถึงมีนาคม 2022 ECB ส่งสัญญาณเพิ่มการเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากกังวลว่าอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเร็วจะกระทบต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แถลงการณ์ระบุว่า ปริมาณซื้อสินทรัพย์ในมาตรการ PEPP น้อยกว่าปกติในไตรมาสที่ 1 แต่ ECB มีแผนจะเพิ่มขนาดการซื้อสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญในระยะเวลาข้างหน้า นอกจากนี้ ประธาน ECB ได้กล่าวว่า เศรษฐกิจยูโรโซนเสี่ยงหดตัวในไตรมาสที่ 1/2021 จากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ที่ส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคกลับมาใช้มาตรการปิดเมืองอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตาม ECB ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า จากการกระจายวัคซีนของประเทศต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัว โดย ECB คาดเศรษฐกิจและเงินเฟ้อปีนี้ที่ 4.0% จาก 3.9% และ 1.5% จาก 1.0% ตามลำดับ